{"data":[{"id":206728,"documentId":"s5424y0jo5tm4vbh38eohnav","title":"เวียดนามมีแนวโน้มในการนำเข้าพริกไทยมากขึ้น","tag":[],"number_read":6,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2025-05-27T17:37:43.000","updatedAt":"2025-09-29T08:16:46.123","publishedAt":"2025-09-29T08:16:46.177","locale":"th","content_html":"","publish_date":"2025-05-27T17:37:43.000","current_publish":"2025-05-27T17:37:43.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":{"id":55,"documentId":"qe0x2l6mithm19unf8k1czyw","firstname":"นางสาววริศรา","lastname":"ขันถม","username":"Warisara","preferedLanguage":"th","createdAt":"2025-06-09T09:49:29.921","updatedAt":"2026-02-11T14:06:10.905","publishedAt":"2025-06-09T09:49:29.921"}},{"id":661095,"documentId":"ud8sbw568ndg0ssjt0yxskze","title":"สินค้าไทยที่ยังไม่ถูกขึ้นภาษีจากคำสั่ง Reciprocal Tariff ของ Trump","tag":[{"tag_name":"#อเมริกา"},{"tag_name":"Donald Trump"},{"tag_name":"Reciprocal Tariffs"},{"tag_name":"tariff"},{"tag_name":"Trump"},{"tag_name":"ลอสแอนเจลิส"},{"tag_name":"สคต.ลอสแอนเจลิส"},{"tag_name":"สหรัฐอเมริกา"}],"number_read":43,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2025-04-11T23:29:05.000","updatedAt":"2026-09-07T01:19:10.099","publishedAt":"2026-09-07T01:19:10.139","locale":"th","content_html":"ในวันที่ 2 เมษายน 2568 ประธานาธิบดี Donald Trump ลงนามใน executive order “Regulating Imports With a Reciprocal Tariff to Rectify Trade Practices that Contribute to Large and Persistent Annual United States Goods Trade Deficits” ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าทุกรายในอัตราร้อยละ 10 และหลังจากนั้นอัตราภาษีสำหรับแต่ละประเทศคู่ค้าจะเพิ่มขึ้นแตกต่างกันไปตามที่มีระบุไว้ใน Annex I ของคำสั่ง โดบอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากไทยถูกกำหนดที่ร้อยละ 36\r\n&nbsp;\r\n\r\nExecutive Order ระบุว่า สินค้านำเข้าทุกรายการที่ถูกนำเข้าสู่ตลาดการบริโภค หรือถูกดึงออกจากคลังสินค้าเพื่อนำเข้าสู่การบริโภค ในเวลาเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 5 เมษายน 2568 เวลา U.S. eastern standard time เป็นต้นไป จะถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มร้อยละ 10 และตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 9 เมษายน 2568 เวลา U.S. eastern standard time เป็นต้นไป สินค้านำเข้าจะถูกเก็บภาษีตามอัตราที่ระบุไว้สำหรับแต่ละประเทศใน Annex I ของคำสั่ง แต่ในวันที่ 9 เมษายน 2568 ประธานาธิบดี Trump ได้ประกาศเลื่อนการเก็บภาษีตามอัตราใน Annex I ออกไป 90 วัน เป็นวันที่ 7 กรกฏาคม 2568\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n<span style=\"text-decoration: underline\">ใน executive order นี้ได้ระบุรายชื่อสินค้าที่จะไม่เข้าข่ายถูกขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้ executive order</span> นี้ ได้แก่\r\n1. สิ่งของที่นำเข้าเพื่อการบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย และสื่อข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมถึง สิ่งพิมพ์ ภาพยนต์ รูปภาพ และ โปสเตอร์ เป็นต้น ที่ไม่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลสหรัฐฯ\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n2. สินค้าเหล็กและอลูมิเนียม ซึ่งได้ถูกขึ้นภาษีร้อยละ 25 ไปแล้วตาม executive order ที่ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และมีผลบังคับใข้วันที่ 12 มีนาคม 2568\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n3. สินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนประกอบ ซึ่งได้ถูกขึ้นภาษีร้อยละ 25 ไปแล้วตาม executive order ที่ประกาศในเดือนมีนาคม 2568 โดยการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์มีผลบังคับในวันที่ 3 เมษายน 2568 และการขึ้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2568\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n4. สินค้าที่ระบุไว้ใน Annex II ภายใต้รหัสศุลกากรสหรัฐฯ 8 หน่วย ประกอบไปด้วยสินค้าจากธาตุทองแดง สินค้าเวชภัณฑ์ สินค้า semiconductors ไม้ (lumber) แร่ธาตุสำคัญๆ และพลังงานและสินค้าพลังงาน\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n5. สินค้าที่นำเข้าจากเกาหลีเหนือ สาธารณรัฐเบลารุส รัสเซีย และ คิวบา\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n6. สินค้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะประกาศต่อไปว่า อาจเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n7. สินค้าที่ อย่างน้อยร้อยละ 20 ของมูลค่า มีต้นกำเนิดจากสหรัฐฯ โดยศุลกากรสหรัฐฯจะเป็นผู้ตรวจสอบและตัดสิน\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n8. สินค้านำเข้าภายใต้ Duty-free de minimis จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ สหรัฐฯจะยกเลิกสิทธิพิเศษนี้สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนและฮ่องกง มีผลบังคับในวันที่ 2 พฤษภาคม 2568\r\n\r\n&nbsp;\r\n<p class=\"p1\">สินค้าที่ระบุไว้ใน Annex II ภายใต้รหัสศุลกากรสหรัฐฯ 8 หลัก (Harmonized Tariff Schedule of the United States – HTS) ที่ได้รับยกเว้นจากการขึ้นภาษีนำเข้ามีอยู่มากกว่า 700 รายการ ในจำนวนนี้เป็นสินค้าที่ประเทศไทยส่งเข้าไปยังสหรัฐฯในปี 2567 รวมอยู่ด้วย 194 รายการ มีมูลค่านำเข้าสหรัฐฯ รวมทั้งสิ้น 2,593,903,274.00 เหรียญฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าไม้ 55 รายการ สินค้าเคมีภัณฑ์ทุกประเภท 31 รายการ และ สินค้าทองแดง 30 รายการ</p>\r\n&nbsp;\r\n<p class=\"p3\"><strong>สินค้ากลุ่มนี้ที่มีมูลค่านำเข้าสหรัฐฯสูงสุด 5 อันดับแรก ในปี 2567</strong> คือ</p>\r\n<a href=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_1.jpg\"><img class=\"aligncenter size-full wp-image-201215\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_1.jpg\" alt=\"\" width=\"1020\" height=\"331\" /></a>\r\n\r\n<a href=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_2.jpg\"><img class=\"aligncenter size-full wp-image-201216\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_2.jpg\" alt=\"\" width=\"1020\" height=\"830\" /></a>\r\n\r\n<a href=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_3.jpg\"><img class=\"aligncenter size-full wp-image-201217\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_3.jpg\" alt=\"\" width=\"1020\" height=\"836\" /></a>\r\n\r\n<a href=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_4.jpg\"><img class=\"aligncenter size-full wp-image-201218\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_4.jpg\" alt=\"\" width=\"1020\" height=\"835\" /></a>\r\n\r\n<a href=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_5.jpg\"><img class=\"aligncenter size-full wp-image-201219\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_5.jpg\" alt=\"\" width=\"1020\" height=\"842\" /></a>\r\n\r\n<a href=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_6.jpg\"><img class=\"aligncenter size-full wp-image-201220\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_6.jpg\" alt=\"\" width=\"1020\" height=\"833\" /></a>\r\n\r\n<a href=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_7.jpg\"><img class=\"aligncenter size-full wp-image-201221\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_7.jpg\" alt=\"\" width=\"1020\" height=\"795\" /></a>\r\n<p class=\"p1\"><em><span style=\"color: #333333\">หมายเหตุ: ข่าวข้างบนนี้เป็นข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งข้อมูลหลายแห่งที่จัดทำและนำเสนอข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณชนทั่วไป และบางส่วนเป็นความเห็นส่วนบุคคล สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส นำมารวบรวมเผยแพร่เพื่อแก่ผู้สนใจ เนื่องจากเป็นข้อมูลและความเห็นจากบุคคลที่สาม การนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณเฉพาะบุคคล สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส ไม่ขอรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ <span class=\"Apple-converted-space\">                                                                                                                                                                             </span></span></em></p>\r\n<em><span style=\"color: #333333\">สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส | เมษายน 2568</span></em><a href=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/04/TTCLA_WeeklyNews_April_W2_7.jpg\">\r\n</a>","publish_date":"2025-04-11T23:29:05.000","current_publish":"2025-04-11T23:29:05.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":677309,"documentId":"ll7iottio7m97m01x3c1vjap","title":"Luxury brands ออสเตรเลียโตต่อเนื่อง","tag":[{"tag_name":"สินค้าแบรนด์เนม"},{"tag_name":"ออสเตรเลีย"},{"tag_name":"เครื่องประดับ"},{"tag_name":"โอเชียเนีย"}],"number_read":40,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2023-09-18T01:49:13.000","updatedAt":"2026-09-14T18:24:13.835","publishedAt":"2026-09-14T18:24:13.876","locale":"th","content_html":"ในช่วงก่อนวิกฤต COVID-19 ตลาดเครื่องประดับและสินค้าแบรนด์เนมระดับหรูในออสเตรเลียได้รับแรงขับเคลื่อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาออสเตรเลีย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน\r\nปี 2566 ตลาดเครื่องประดับและสินค้าแบรนด์เนมระดับหรูในออสเตรเลียมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาพการยืนรอคิวแถวยาวหน้าร้านจำหน่ายสินค้าแบรนด์ดังกลายเป็นภาพเหตุการณ์ปกติที่เห็นจนชินตา อาทิ ร้าน Gucci, Louis Vuitton และ Chanel  การเติบโตของตลาด Luxury brands ในออสเตรเลีย  มีมูลค่า 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ การเติบโตในช่วงปี 2561-2566 ขยายตัวร้อยละ 5.4 ต่อปี (ข้อมูลโดย IBISWorld ) ความต้องการสินค้าเครื่องประดับและสินค้าแบรนด์เนมระดับหรูในตลาดที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้จำหน่ายสินค้าแบรนด์ดังหลายรายมีแผนขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น เช่น Chanel วางแผนเปิดสาขาใหม่บนพื้นที่ขนาด 1,000 ตารางเมตรในปี 2567 Louis Vuitton ซึ่งมีร้านค้าจำหน่ายหลายสาขา เช่น ร้านค้าบนถนน George Steet, ร้านบูติกที่ The Rocks ร้านค้าในห้าง Westfield CBD, Stand ที่ David Jones และร้านค้าจำหน่ายที่ Chatswood และ Bondi Junction เตรียมขยายร้านค้าเพิ่มเติมที่ Parramatta ซึ่งคาดว่า จะเป็นเขตพื้นที่เศรษฐกิจที่เติบโตสูงต่อไป\r\n\r\nการเติบโตของตลาดเครื่องประดับและสินค้าแบรนด์เนมหรูในออสเตรเลียส่วนหนึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนมาจากกลุ่มผู้บริโภค รุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อ (Gen Z) ซึ่งนิยมซื้อสินค้าในร้านค้าแบบ Standalone ในย่านเศรษฐกิจ ในขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวนิยมซื้อเครื่องประดับและสินค้าแบรนด์เนมจากร้านค้าที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ทำให้ผู้จำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมหรูขยายสาขาเพิ่มเติมทั้งบนถนนเศรษฐกิจสายสำคัญและห้างสรรพสินค้าเพื่อตอบสนองลูกค้าได้ทั้ง 2 กลุ่ม ส่งผลให้ราคาค่าเช่าร้านค้าในเขต CBD ในรัฐต่างๆทั่วออสเตรเลียมีราคาเพิ่มสูงขึ้น เช่น นครแอดิเลด รัฐ South Australia ราคาค่าเช่าร้านเพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 7.4 นครบริสเบน รัฐ Queensland เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.2 ซึ่งร้านค้าจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมดัง จะให้ความสำคัญอย่างมากต่อตำแหน่งที่ตั้งร้านค้า เช่น เขต Martin Place ห้าง Westfield Sydney และปัจจุบันพื้นที่บนถนน King Street และเขต Parramatta กำลังเป็นจุดศูนย์รวมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญใน นครซิดนีย์ ลำดับต่อไป โดยนอกจากการขยายสาขาเพิ่มเติมแล้ว ยังมีแผนขยายร้านค้าที่มีขนาดพื้นที่หลากหลายเพิ่มขึ้นด้วย\r\n\r\nการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจเครื่องประดับและสินค้าแบรนด์เนมหรูครอบคลุมไปถึงการเปิดร้านค้าจำหน่ายของสินค้าแบรนด์ย่อยอื่นๆด้วย  ทำให้ตลาดเครื่องประดับและสินค้าแบรนด์เนมหรูในออสเตรเลียมีการแข่งขันสูงขึ้น\r\n<p style=\"text-align: center;\">...................................................................</p>\r\n<p style=\"text-align: right;\">สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์</p>\r\nที่มา :\r\n\r\nAustralian financial Review","publish_date":"2023-09-18T01:49:13.000","current_publish":"2023-09-18T01:49:13.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":672652,"documentId":"n0g81uyp1bwcdot2estyecc2","title":"5 สินค้ามาแรงในแพลตฟอร์มออนไลน์ของสหรัฐฯ","tag":[{"tag_name":"#อเมริกา"},{"tag_name":"e-commerce"},{"tag_name":"สหรัฐอเมริกา"},{"tag_name":"สินค้าความงาม"},{"tag_name":"สินค้าสัตว์เล้ยง"},{"tag_name":"อาหาร"},{"tag_name":"อเมริกาเหนือ"},{"tag_name":"แก้ว"}],"number_read":60,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2023-08-30T19:41:15.000","updatedAt":"2026-09-12T21:22:10.318","publishedAt":"2026-09-12T21:22:10.359","locale":"th","content_html":"Shopify ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม e-commerce ของสหรัฐฯ ที่ผู้ประกอบการ  ชาวอเมริกันขนาดเล็กและขนาดกลางนิยมใช้สร้างเว็บไซต์และขยายช่องทางขายออนไลน์ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งได้รับความนิยมมาแรงรองจาก Amazon และ Ebay โดยในปัจจุบัน มีผู้ประกอบการสหรัฐฯ ที่ใช้แพลตฟอร์ม Shopify มีสูงถึง 2,681,369 ราย ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของ Shopify ในแพลตฟอร์มออนไลน์สหรัฐฯ ทั้งหมดสูงถึง 22.5% ในปัจจุบัน และคาดว่าจะมีมูลค่าสินค้าที่ขายผ่านแพลตฟอร์ม Shopify สูงถึง 146,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 หรือคิดเป็นสัดส่วน 23.3% ของมูลค่าสินค้าที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สหรัฐฯ ทั้งหมด\r\nแพลตฟอร์ม Shopify ได้รายงานว่า 5 สินค้ามาแรงที่ชาวอเมริกันค้นหามากที่สุดใน search engine ของสหรัฐฯ ในภาพรวม ซึ่งจัดอันดับโดย Shopify มีดังนี้\r\n<ol>\r\n \t<li>ลิปสเตน (Lip Stain)</li>\r\n</ol>\r\nลิปสเตนเป็นสินค้าที่นิยมมากในสหรัฐฯ ในปี 2566 ซึ่งลิปสเตนนั้นจะต่างจากลิปสติกตรงที่ติดทนนาน และให้ความบางเบาที่อยู่ได้ตลอดทั้งวัน จากข้อมูลโดย Google Trends ผู้บริโภคค้นหาว่า “lip stain” เฉลี่ยถึง 60,500 ครั้งต่อเดือนในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในการเจาะตลาดลิปสเตนในสหรัฐฯ นั้น การโฆษณาโดย Influencer และการให้ความสำคัญในด้านของความหลากหลาย (Diversity) เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเป็นการผลิตสินค้าที่มีหลากหลายสีเหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกสีผิว หรือการเลือกใช้ influencer ที่มีความแตกต่าง   เพื่อเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าในหลายกลุ่ม นอกจากนี้ ในปัจจุบัน การรีวิวการใช้จริงจากผู้บริโภค หรือ User-generated content ก็นับมีส่วนช่วยในการปิดการขายได้ถึง 80%\r\n\r\n<img class=\"alignnone size-medium wp-image-143753\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2023/08/ด-300x300.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"300\" />\r\n\r\n2. ชาเขียวมัจฉะ\r\n\r\nมัจฉะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐฯ ทั้งชามัจฉะแบบดั้งเดิม และการนำรสชาติมัจฉะมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่มและขนมต่างๆ โดยจากข้อมูล Google Trends ผู้บริโภคค้นหาคำว่า “matcha” สูงถึง 1 ล้านครั้งต่อเดือน นับตั้งแต่ต้นปี 2566 ทั้งนี้ นอกจากในเรื่องรสชาติแล้ว ชาวอเมริกันให้ความสนใจกับมัจฉะเนื่องจากคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ของมัจฉะที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูง ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ์นาย Alexandra Foster ผู้จัดการแผนกอาหารแห้งของ Whole Foods Market ซึ่งเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของสหรัฐฯ เมื่อต้นปี 2566 พบว่า ยอดขายของชามัจฉะใน Whole Food นั้นได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก และผู้บริโภคส่วนมากก็พร้อมที่จะซื้อชามัจฉะคุณภาพที่ดี ในราคาที่สูง\r\n\r\n<img class=\"alignnone wp-image-143755\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2023/08/matchaaa-300x160.jpg\" alt=\"\" width=\"341\" height=\"182\" />\r\n\r\n3.ของเล่นสัตว์เลี้ยง\r\n\r\nของเล่นสัตว์เลี้ยงเป็นสินค้าที่นับว่ามีศักยภาพในการเจาะตลาดสหรัฐฯ สูง ทั้งนี้ จากการคาดการณ์โดย Fortune Business Insights มูลค่าตลาดของเล่นสัตว์เลี้ยงทั่วโลกในปี 2565 นั้น สูงถึง 8,010 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะโตขึ้นต่อเนื่องกว่า 6.7% ทั้งนี้ จากข้อมูลโดย Google Trends ผู้บริโภคค้นหาสินค้า “dog toys” เฉลี่ยถึง 210,000 ครั้งในปี 2566 โดยของเล่นสัตว์เลี้ยงที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในตลาดสหรัฐฯ ได้แก่ ของเล่นสุนัข ซึ่งมีสัดส่วนตลาดสูงถึง 51% ชนิดของเล่นที่เป็นที่นิยม ได้แก่ ของเล่นฝึกทักษะ (Training toys) ของเล่นสำหรับเคี้ยว (Chew toys) ของเล่นแบบมีเสียง (Squeaky toys) ของเล่นตุ๊กตา (Stuffed plush toys) และของเล่นจากเชือก (Rope toys)\r\n\r\n<img class=\"alignnone size-medium wp-image-143756\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2023/08/ดกดเ-300x163.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"163\" />\r\n\r\n4. แก้วน้ำเก็บความเย็น (Tumbler)\r\n\r\nแก้วน้ำเก็บความเย็น เป็นสินค้าที่นิยมมากในสหรัฐฯ ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่รักการตั้งแคมป์ เดินป่า ฟิตเนส และท่องเที่ยว นอกจากนี้ ชาวอเมริกันยังหันมาใช้แก้วน้ำดังกล่าวมากขึ้น เพื่อลดการใช้แก้วแบบใช้แล้วทิ้ง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ จากการคาดการณ์โดย Lucintel บริษัทวิเคราะห์ด้านกาตลาดของสหรัฐฯ พบว่ามูลค่าตลาดของแก้วน้ำเก็บความเย็นจะโตขึ้นกว่า 9.1% ภายในปี 2570 คิดเป็นมูลค่าการตลาดกว่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ จากเทรนด์การค้นหาใน search engine ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าผู้บริโภคชาวอเมริกันค้นหาคำว่า “Tumblers” เฉลี่ย 5 ล้านครั้งต่อเดือน “Glass Tumblers” 60,500 ครั้ง “Tumbler cups” 49,500 ครั้ง “Custom tumblers” 27,100 ครั้ง “Tumbler with straws” 22,200 ครั้ง และ Tumbler plastic 9,900 ครั้ง\r\n\r\n<img class=\"alignnone wp-image-143757\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2023/08/tunbler-300x150.jpg\" alt=\"\" width=\"330\" height=\"165\" />\r\n\r\n5. ป้ายตัวอักษร (Signage)\r\n\r\nป้ายตัวอักษรเป็นอีกสินค้าที่ชาวอเมริกันตามหาในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ชาวอเมริกันค้นหาคำว่า “signage” สูงถึง 135,000 ครั้งต่อเดือนในปี 2566 โดยระบุเจาะจงชนิดของป้าย เช่น คำว่า “Signage board” 74,000 ครั้งต่อเดือน“No smoking signage” 74,000 ครั้งต่อเดือน “Safety signage” 60,500 ครั้งต่อเดือน “Digital signage” 49,500 ครั้งต่อเดือน “Wedding signage” 40,500 ครั้งต่อเดือน และ “Entrance signage” 12,100 ครั้งต่อเดือน\r\n\r\n<img class=\"alignnone wp-image-143758\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2023/08/ddwer-300x234.jpg\" alt=\"\" width=\"315\" height=\"246\" />\r\n\r\n<strong><u>ความคิดเห็นของสคต.นิวยอร์ก</u></strong>\r\n\r\nตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก เนื่องจากมีประชากรมากและกำลังซื้อสูง อีกทั้ง ยังเป็นตลาดที่มีความต้องการสินค้าที่หลากหลาย ผู้ประกอบการไทยที่สนใจในการเจาะตลาดสหรัฐฯ จึงศึกษาช่องทางในการเปิดตลาดใหม่ๆ เช่นแพลตฟอร์ม E-commerce ไม่ว่าจะเป็น Amazon Walmart หรือ Temu นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการสนใจที่จะสร้างเว็บไซต์ในการค้าออนไลน์ เพื่อเจาะตลาดในสหรัฐฯ สามารถทดลองใช้บริการของ Shopify ซึ่งนับว่าเป็นตัวช่วยในการค้าและการสร้างแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบัน โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ Instagram และ Tiktok นั้น ก็นับว่ามีประสิทธิภาพมากในการสร้างแบรนด์ในสหรัฐฯ และเปิดโอกาสให้สินค้าเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคในวงกว้างมาก ผู้ประกอบการไทยจึงควรศึกษาช่องทางเหล่านี้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้ามากยิ่งขึ้น\r\n\r\nที่มา: <a href=\"https://www.shopify.com/blog/trending-products#1\">Shopify</a>\r\n\r\nสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก","publish_date":"2023-08-30T19:41:15.000","current_publish":"2023-08-30T19:41:15.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":563979,"documentId":"c7gw0l05uru93tr8ri9otnhv","title":"ผู้ประกอบการสินค้าอาหารไต้หวันถอดใจหันไปบุกตลาดอื่นแทนตลาดจีน","tag":[{"tag_name":"สินค้าสัตว์น้ำ"},{"tag_name":"เครื่องดื่ม"},{"tag_name":"เอเชีย"},{"tag_name":"เอเชียตะวันออก"}],"number_read":27,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2022-12-16T09:25:10.000","updatedAt":"2026-07-17T21:58:32.649","publishedAt":"2026-07-17T21:58:32.690","locale":"th","content_html":"</embed>","publish_date":"2022-12-16T09:25:10.000","current_publish":"2022-12-16T09:25:10.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":669769,"documentId":"qseqoocyajkahttjknvsaujg","title":"ตามดูผลงานปีแรกของนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีคนที่ 17 ของฟิลิปปินส์","tag":[{"tag_name":"การเมือง"},{"tag_name":"ฟิลิปปินส์"},{"tag_name":"อาเซ๊ยน"},{"tag_name":"เฟอร์ดินานด์มาร์กอสจูเนีย"}],"number_read":23,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2023-08-15T10:12:46.000","updatedAt":"2026-09-11T11:44:44.540","publishedAt":"2026-09-11T11:44:44.577","locale":"th","content_html":"","publish_date":"2023-08-15T10:12:46.000","current_publish":"2023-08-15T10:12:46.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":673591,"documentId":"vliux58gcr721bn24q2jxz95","title":"สถานะตลาดไอศกรีมในญี่ปุ่น","tag":[{"tag_name":"ของหวาน"},{"tag_name":"ตลาดไอศกรีมญี่ปุ่น"},{"tag_name":"เอเชีย"},{"tag_name":"เอเชียตะวันออก"}],"number_read":47,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2024-09-04T09:37:01.000","updatedAt":"2026-09-13T06:19:47.481","publishedAt":"2026-09-13T06:19:47.524","locale":"th","content_html":"<p style=\"text-align: right;\"><em>สตท. ณ เมืองฮิโรชิมา </em></p>&nbsp;\r\n<p style=\"text-align: left;\">          กว่า 10 ปีที่ผ่านมาไอศกรีมในญี่ปุ่นเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มการจำหน่ายขยายตัวอย่างโดดเด่น  ในปัจจุบันตลาดไอศกรีมในญี่ปุ่นก็ยังแสดงแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง</p>\r\n<p style=\"text-align: left;\">          ในปีงบประมาณ 2023 ของญี่ปุ่น (เมย.23–มีค.24) การจำหน่ายสินค้าประเภทไอศกรีมในญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่ารวม 6.08 แสนล้านเยน (1.7 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งมีมูลค่า 5.53 แสนล้านเยน คิดเป็นอัตราการขยายตัวร้อยละ 9.9</p>\r\n<img class=\"size-medium wp-image-181398\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2024/09/กราฟ-1-300x206.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"206\" />\r\n\r\nสถานะการจำหน่ายไอศกรีมในญี่ปุ่นขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน (เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) จากสถิติอุณหภูมิในประเทศญี่ปุ่น พบว่าในช่วงระยะ 100 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในญี่ปุ่นได้เพิ่มสูงขึ้น 1.35 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมาพบว่าปีที่มีอากาศร้อนจัดในญี่ปุ่นมีบ่อยครั้งขึ้น  ในปี 2023 อุณหภูมิโดยเฉลี่ยได้เพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะในบริเวณภาคเหนือ ตะวันออกและตะวันตก มีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์  แม้แต่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็มีฝนน้อย มีวันอากาศแจ่มใสมากอย่างไม่เคยเป็นมา จึงส่งผลให้ในปี 2023 สินค้าไอศกรีมจำหน่ายได้ดียิ่งทำลายสถิติยอดการจำหน่ายที่ผ่านมา อีกทั้งเนื่องจากในปีดังกล่าว ราคาวัตถุดิบ การขนส่ง ค่าแรงงาน ฯลฯ ได้ขยับสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ทำให้ผู้ค้าจำต้องมีการปรับราคาสินค้าถึงสองครั้งในช่วงปี ดังนั้น จึงส่งผลให้ตัวเลขมูลค่าการจำหน่ายเพิ่มขึ้นสูงสุดในประวัติการณ์ นอกจากนั้น ผู้ผลิตไอศกรีมแต่ละรายในญี่ปุ่นได้ใช้กลยุทธ์ในการมุ่งลงทุนหรือปรับปรุงเครื่องจักรอุปกรณ์และสินค้าตัวชูโรงของบริษัท ในขณะเดียวกันก็พัฒนาสินค้าใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับคุณค่าของไอศกรีมให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกว่าการบริโภคไอศกรีมให้ความสุขและเป็นความฟุ่มเฟือยเล็กๆน้อยที่ให้กับตนเอง สิ่งเหล่านี้ได้ช่วยกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคให้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ในช่วงระยะ 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการจำหน่ายในปี 2004 ซึ่งอยู่ในระดับ 3.54 แสนล้านเยน (ราว 1 แสนล้านบาท) กับมูลค่าจำหน่ายในปี 2023 ปรากฏว่าได้เพิ่มขึ้นถึง 2.54 แสนล้านเยน (ราว 7.1 หมื่นล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นอัตราการขยายตัวถึงร้อยละ 71.7      นอกจากนั้น ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า มูลค่าการจำหน่ายไอศกรีมมีอัตราขยายตัวค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยร้อยละ 3.9 ต่อปี ในขณะที่ปริมาณการจำหน่ายมีอัตราการขยายตัวในระดับที่ต่ำกว่า คือโดยเฉลี่ยร้อยละ 0.9  แสดงให้เห็นว่าราคาต่อหน่วยของสินค้ามีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในปี 2023\r\n\r\n<img class=\"size-medium wp-image-181399 alignleft\" style=\"font-weight: bold; color: #666666; font-size: 0.8125rem; font-style: italic;\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2024/09/กราฟ-2-300x242.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"242\" />\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nบริษัท Report Ocean ได้ประมาณการตลาดไอศกรีมของญี่ปุ่นว่า ในระหว่างปี 2023-2032 จะขยายตัวในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 2.96 ต่อปี จึงกล่าวได้ว่าเป็นตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวที่คาดหวังได้ในระยะยาวด้วย\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n<strong>พฤติกรรมผู้บริโภคเกี่ยวกับไอศกรีม</strong>\r\n\r\nสมาคมไอศกรีมแห่งญี่ปุ่น มีการสำรวจความเห็นผู้บริโภคเกี่ยวกับไอศกรีมเป็นประจำทุกปี โดยแสดงผลที่น่าสนใจดังนี้\r\n\r\n1.การใช้จ่ายสำหรับไอศกรีมต่อปี ในปี 2023 (<em><u>ตาราง </u></em><em><u>1</u></em>) โดยเฉลี่ย คือ 11,580 เยน (ประมาณ 3,300 บาท)ต่อคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11 ของค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารโดยรวม และจะเห็นได้ว่า ทั้งยอดรายจ่ายสำหรับไอศครีมและสัดส่วนของไอศครีมในค่าใช้จ่ายสำหรับอาหาร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2014\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n[caption id=\"attachment_181401\" align=\"aligncenter\" width=\"300\"]<img class=\"size-medium wp-image-181401\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2024/09/ตาราง-1-300x206.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"206\" /> <img class=\"size-medium wp-image-181400\" style=\"font-weight: bold; font-size: 0.8125rem;\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2024/09/กราฟ-3-300x183.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"183\" />[/caption]\r\n\r\n2.ผู้บริโภคที่คิดว่าไอศกรีมเป็นขนมหวานที่นิยมมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งมีร้อยละ 48 และผู้ที่คิดว่าเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกของขนมหวานที่นิยมมีถึงร้อยละ 82\r\n\r\n3.ผู้ที่ซื้อไอศกรีมบริโภคเองเกินกว่าหนึ่งครั้งในสัปดาห์มีร้อยละ 1 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริโภค และที่บริโภคแทบทุกวันมีร้อยละ 7.8\r\n\r\n4.เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในปี 2023 มีผู้ที่คิดว่าซื้อไอศกรีมเพิ่มขึ้น มีร้อยละ 4 คิดว่าซื้อน้อยลง ร้อยละ 11.3 และผู้ที่คิดว่าซื้อไม่ได้ต่างกับปีก่อนหน้า\r\n\r\n5.ผู้ที่ซื้อไอศกรีมเก็บตุนไว้ที่บ้านมีร้อยละ 8 หรือประมาณ 1 คนใน 3 คน ถ้ารวมผู้ที่ซื้อตุนไว้แล้วแต่ฤดูกาล และผู้ที่ซื้อตุนไว้เป็นบางครั้ง มีถึงร้อยละ 86.3\r\n\r\n6.เหตุผลที่รับประทานไอศกรีม ร้อยละ 2 ตอบว่าเพื่อความอร่อยและเพลิดเพลิน ร้อยละ 39.5 ตอบว่าเพื่อความสุข นอกนั้นมีคำตอบเช่น เพื่อตอบแทนความขยันของตัวเอง เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เพื่อให้มีพลังทำสิ่งต่างๆ\r\n\r\n7.ผู้ทีคิดว่าไอศกรีมมีคุณค่าเกินกว่าราคาที่จ่ายมีถึงร้อยละ 83 ในขณะที่ผู้ที่คิดว่ามีคุณค่าไม่สมกับราคามีเพียงร้อยละ 6\r\n\r\n8.สำหรับข่าวสารเกี่ยวกับไอศกรีม ผู้บริโภคร้อยละ 4 ได้รับผ่านการโฆษณาทางโทรทัศน์ ร้อยละ 38.1 จากการที่ได้เห็นสินค้าในร้าน และอีกร้อยละ 20.7 ผ่านช่องทาง SNS (เครือข่ายโซเชียล) โดยเฉพาะผู้บริโภคในวัย 10-30 ปี ได้รับข่าวสารผ่าน SNS ถึงร้อยละ 30 ในขณะที่ผู้บริโภคที่อายุสูงกว่า 40 ได้รับข่าวสารจากร้านค้าเป็นส่วนใหญ่\r\n\r\n9.เวลาที่เลือกซื้อไอศกรีม ร้อยละ 9 ของผู้บริโภคจะเลือกแบรนด์ที่เคยซื้อประจำ และหากรวมกลุ่มที่มักจะซื้อ แบรนด์ประจำ มีถึงเกือบร้อยละ 80 มีเพียงร้อยละ 20 ที่ลองซื้อไอศกรีมแบรนด์อื่นๆ\r\n\r\n10.เวลาที่ซื้อไอศกรีมที่ร้านค้าหรือร้านสะดวกซื้อ ผู้บริโภคร้อยละ 4 เลือกที่รสชาติเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ แบรนด์หรือสินค้าที่ชอบ และ ดีไซน์ของบรรจุภัณฑ์ที่ดูแล้วเป็นไอศกรีมอร่อย ตามลำดับ\r\n\r\n11.เวลาซื้อไอศกรีม ผู้บริโภคร้อยละ 8 หรือเกือบครึ่งจะดูป้ายราคาก่อนเสมอ หากรวมกลุ่มที่มักจะดูป้ายราคา มีเป็นร้อยละ 80.6 โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงและระดับอายุ 40-50 ปี ที่มีสัดส่วนสูง ซึ่งแสดงว่าผู้บริโภคให้ความใส่ใจกับราคาด้วย\r\n\r\n12.สิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังจากนี้ว่าต้องการไอศกรีมแบบใด เกือบร้อยละ 30 ของผู้บริโภคต้องการไอศกรีมรสชาติใหม่ๆ ตามด้วย ไอศกรีมแคลลอรี่/น้ำตาลต่ำ ไอศกรีมที่จำหน่ายพิเศษเฉพาะพื้นที่หรือช่วงเวลา และไอศกรีมแบบโบราณที่เรียบง่าย สำหรับกลุ่มผู้บริโภคหญิง สัดส่วนของผู้ที่ต้องการไอศกรีมแคลลอรี่/น้ำตาลต่ำมีมากกว่าในกลุ่มผู้บริโภคชาย ในขณะทีกลุ่มผู้บริโภคชายมีสัดส่วนมากกว่ากลุ่มผู้บริโภคหญิง ในเรื่องของความต้องการไอศกรีมที่มีขนาดใหญ่ตอบสนองความรู้สึกตอนอยากกินมากๆ  ไอศกรีมที่มีวิตามินหรือสารบำรุงร่างกาย ไอศกรีมที่เข้ากับสุรา\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n<strong>การพัฒนาสินค้าไอศกรีมในตลาดญี่ปุ่น</strong>\r\n\r\nดังที่กล่าวข้างต้น สภาพภูมิอากาศมีอิทธิพลอย่างมากต่อการบริโภคไอศกรีมในตลาดญี่ปุ่น แต่ก็มิใช่เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้ตลาดไอศกรีมขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน  การพัฒนาสินค้าและเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าโดยบริษัทผู้ผลิตไอศกรีมของญี่ปุ่นก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญของการขยายตัวด้วยเช่นกัน  นอกจากนั้น การทำการตลาดโดยผ่านทาง SNS (เครือข่ายโซเชียล) ก็เป็นตัวช่วยที่สำคัญ  ด้วยปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทำให้แม้ว่าไอศกรีมจะไม่ได้เป็นสินค้าอาหารจำเป็น แต่ปรากฏว่าผู้บริโภคญี่ปุ่นมิได้ชะลอการบริโภคแม้ในช่วงที่ราคาสินค้าอาหารโดยรวมในญี่ปุ่นจะสูงขึ้นก็ตาม การพัฒนาสินค้าไอศกรีมที่มีมูลค่าเพิ่มในญี่ปุ่น ปัจจุบันมักมุ่งเป้าสำหรับผู้บริโภคซึ่งมีแนวโน้มให้ความใส่ใจกับสุขภาพกันมากยิ่งขึ้นและผู้บริโภคที่มีความตระหนักเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อม ตัวอย่าง เช่น\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nบริษัท <strong>Your Meal</strong> (<a href=\"https://yourmeal.jp/\"><em>https://yourmeal.jp/</em></a>)  ผู้ผลิตสินค้าอาหารกล่องปรุงสดเพื่อสุขภาพ ได้ออกวางจำหน่าย “<em>Mona-Oh x Muscle Deli Vanilla</em>” ซึ่งเป็นขนมหวานใส่ไส้ไอศกรีมวานิลา โดยเป็นสินค้าที่ร่วมกันพัฒนากับบริษัท Lotte ผู้ผลิตสินค้าไอศกรีมยอดนิยม Monaka Ice โดยเป็นสินค้าใหม่ที่เปลี่ยนแนวความคิดดั้งเดิมที่ว่าไอศกรีมทำให้อ้วน ด้วยการนำเสนอการกินไอศกรีมหลังการออกกำลังกาย บริษัทฯ ได้เพิ่มปริมาณโปรตีนในทุกส่วนผสมของวัตถุดิบทำให้ผู้บริโภคได้รับปริมาณโปรตีน 10 กรัมต่อหนึ่งชิ้นการบริโภค จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ บริษัทฯ ได้ใช้เวลาถึง 2 ปีเต็มในการวิจัยพัฒนาสินค้าดังกล่าว เพื่อลดกลิ่นเฉพาะของโปรตีนในซ็อสโปรตีนนม(Milk Protein)ที่ใส่อยู่ในไอศกรีม ทำให้สามารถคงรสชาติและกลิ่นหอมหวานแบบดั้งเดิมของ Monaka Iceได้\r\n\r\n<img class=\"size-medium wp-image-181425\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2024/09/Muscle-300x217.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"217\" />\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nบริษัท <strong>Glico Co.,Ltd (</strong><em>https://www.glico.com/jp/</em>)   ผู้ผลิตไอศกรีมรายใหญ่ของญี่ปุ่น ได้ผลิตไอศกรีมที่ดีต่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ <em>SUNAO </em>ซึ่งลดระดับความหวานเหลือเพียง 9.9 กรัม แต่ยังให้ความหวานอร่อยเช่นเดียวกับไอศกรีมปกติ และยังมีส่วนผสมและรสชาติต่างๆหลากหลายให้เลือก เช่น สตอเบอรี่และราสเบอรี่เหล้ารัมผสมลูกเกด (Ram Raisin)    ถั่วแมคาเดเมียและอัลมอนด์ เป็นต้น\r\n\r\n<img class=\"size-medium wp-image-181397\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2024/09/Sunao-300x141.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"141\" />\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nบริษัท <strong>Yotsuba Milk Products Co.,Ltd </strong>(<em><a href=\"https://www.yotsuba.co.jp/\">https://www.yotsuba.co.jp/</a></em><em>)</em> ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัด ฮอกไกโด ผลิตไอศกรีมระดับพรีเมี่ยม “<em>Hokkaido Ice Cream</em>” ซึ่งใช้วัตถุดิบเกรดพรีเมียม และได้วางจำหน่ายสินค้าใหม่ “<em>Hokkaido Ice Cream Dolce</em>”ที่มีความหวานมันของครีมนม มีรสชาติต่างๆ ได้แก่ รสถั่วพิสตาซิโอคั่วผสมราสเบอรี่ รสสตอเบอรี่และแรร์ชีส\" (Rare-cheese) และรสกาแฟลาเต้ซึ่งผสมกาแฟเอสเพรสโซ โดยมุ่งเป้ากลุ่มผู้บริโภคผู้ใหญ่\r\n\r\n<img class=\"size-medium wp-image-181396\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2024/09/Hpkkaido-300x129.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"129\" />\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nบรรจุภัณฑ์ของไอศกรีม ก็ได้มีการพัฒนาโดยใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น บริษัท Glico Co., Ltd มีการตั้งเป้าหมายการใช้วัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่เป็น Sustainable Packaging ซึ่งตั้งเป้าในปี 2030 ว่าจะลดการใช้วัสดุพลาสติกลงร้อยละ 25 จากปี 2024 และใช้วัสดุที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% แทน รวมทั้งใช้วัสดุกระดาษทั้งหมดจากป่าไม้ที่ได้รับการรับรอง จากนั้นในปี 2050 บรรจุภัณฑ์ของสินค้าทั้งหมดของบริษัทจะใช้วัสดุรีไซเคิลได้ 100%\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n<strong>การนำเข้าไอศกรีมของญี่ปุ่น</strong>\r\n\r\nในปี 2023 ญี่ปุ่นนำเข้าไอศกรีมทั้งสิ้นเป็นมูลค่า 28.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (970.4 ล้านบาท) ปริมาณ 6,864 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 3.05 และ 3.06  ตามลำดับ ประเทศที่เป็นแหล่งนำเข้าใหญ่ที่สุดยังคงเป็น นิวซีแลนด์ มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 55.3 และ 66.0  ของมูลค่าและปริมาณนำเข้าทั้งสิ้น รองลงมาในด้านมูลค่าคือ อิตาลี มีสัดส่วนร้อยละ 18.9 ในขณะที่ในด้านปริมาณอยู่ในอันดับสาม สัดส่วนร้อยละ 10.0  การนำเข้าอันดับสามในด้านมูลค่าคือ เบลเยี่ยม(ร้อยละ 9.1) แต่เป็นอันดับสองในด้านปริมาณ (ร้อยละ 11.2) อันดับที่สี่ ได้แก่ เกาหลีใต้ (ร้อยละ 8.4 และ 6.3 ของมูลค่าและปริมาณนำเข้ารวมตามลำดับ) อันดับที่ห้าในด้านมูลค่า คือ ฝรั่งเศส (ร้อยละ 2.6)แต่เป็นอันดับ 7 ในด้านปริมาณ (ร้อยละ 1.1)\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nสำหรับการนำเข้าจากไทย ในปี 2023 อยู่ในอันดับ 10 ทั้งด้านมูลค่าและปริมาณ โดยมีมูลค่า 5.5 หมื่นเหรียญฯ (ประมาณ 1.9 ล้านบาท) ปริมาณ 4.1 ตัน ทั้งนี้ อันดับของไทยได้ค่อยๆขยับขึ้นเรื่อยมาตามลำดับจากประมาณอันดับที่ 14 เมื่อปี 2019 แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงสามปีทีผ่านมาทั้งมูลค่าและปริมาณได้ลดลงเรื่อยมา โดยในปี 2023 ได้ลดลงจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 9.7 ในด้านมูลค่าและร้อยละ 36.5 ในด้านปริมาณ\r\n\r\n<img class=\"size-medium wp-image-181402\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2024/09/ตารางที่-2-300x173.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"173\" />\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\n<strong>บทสรุปและข้อคิดเห็น </strong>\r\n\r\nตลาดสินค้าไอศกรีมในญี่ปุ่น ยังคงเป็นตลาดที่มีแนวโน้มดี เนื่องจากการขยายตัวของความต้องการโดยผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้ว่าไอศกรีมเป็นหนึ่งในสินค้าอาหารที่ผู้บริโภคยังคงต้องการบริโภค แม้ว่ามักจะคำนึงถึงราคาก่อนซื้อหรือจะมีการผันแปรของราคาก็ตาม เนื่องจากการได้รับความสุขจากการบริโภค โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อน และในปัจจุบันก็เริ่มมีความนิยมบริโภคในช่วงฤดูหนาวอีกด้วย จากผลสำรวจความเห็นผู้บริโภคแสดงให้ทราบถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในญี่ปุ่นว่า แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่มักจะซื้อไอศกรีมที่ซื้ออยู่เป็นประจำ แต่ก็มีความต้องการไอศกรีมรสชาติใหม่ๆ และไอศกรีมที่ดีต่อสุขภาพ  ในด้านผู้ผลิตไอศกรีมในญี่ปุ่นจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค โดยการผลิตจำหน่ายสินค้าใหม่ๆ และมุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจกับสุขภาพซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  จึงเลือกคัดสรรวัตถุดิบที่มีประโยชน์ ลดไขมันและความหวาน ซึ่งเป็นการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วย\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nไอศกรีมของไทยก็ยังมีโอกาสในการขยายตลาดในญี่ปุ่นได้ โดยผู้ผลิตผู้ส่งออกไทยจำต้องพัฒนาสินค้าที่มีความแปลกใหม่ เช่น ในด้านรสชาติและใช้วัตถุดิบที่เน้นด้านสุขภาพเป็นสำคัญ นอกจากนั้นการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็จะช่วยเพิ่มความสนใจของผู้บริโภคญี่ปุ่น  ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นสินค้าประเภทอาหาร จึงต้องให้ความระวังด้านสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดให้เป็นไปตามกฎระเบียบของญี่ปุ่น นอกจากนั้น อาจใช้สื่อโฆษณาผ่านเครือข่ายโซเชียลเพื่อมุ่งกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภควัยรุ่น ในการแนะนำสินค้าไอศกรีมของไทยซึ่งอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในตลาดญี่ปุ่น หรืออาจอาศัยนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่คุ้นเคยกับการมาเยือนไทยเป็นตัวช่วยในการกระจายข่าวสารผ่านเครือข่ายโซเชียล\r\n\r\n&nbsp;\r\n<p style=\"text-align: right;\"><em>กันยายน  </em><em>2567</em></p>\r\n<p style=\"text-align: center;\">.................................................................</p>\r\n<em><u>ที่มาข้อมูล</u></em>\r\n\r\n<em>1.เวปไซต์ของ </em><em>Japan Ice Cream Association (</em><a href=\"https://www.icecream.or.jp/\"><em>https://www.icecream.or.jp/</em></a><em>)</em>\r\n\r\n<em>2.รายงานเรื่อง “</em><em>Special Edition on Ice Cream : High increase to 600 Billion Yen” (</em><em>アイスクリーム特集：</em><em>6000</em><em>億円市場へ意気軒高</em> <em>) </em>โดย Japan Food Journal 25 มีค. 2024 (<a href=\"https://news.nissyoku.co.jp/news/ozawa20240317093946434\"><em>https://news.nissyoku.co.jp/news/ozawa20240317093946434</em></a><em>)</em>\r\n\r\n<em>3.รายงานเรื่อง “</em><em>Reaching over 600 billion Yen for the first time, increasing ice cream consumption of ice cream expanded in hot weather” (</em><em>初の</em><em>6,000</em><em>億円超え、猛暑に伸びるアイスクリーム（</em><em>2024</em><em>年）</em><em>) </em>โดย J-Marketing Net <em>      </em>5 กค. 2024 (<a href=\"https://www.jmrlsi.co.jp/trend/data/03-foods/03-55.html\"><em>https://www.jmrlsi.co.jp/trend/data/03-foods/03-55.html</em></a>)\r\n\r\n<em>4.รายงานเรื่อง “</em><em>Ice cream market reached the record high for three years consecutively. Even the increase of price, the sales volume is higher than previous year” (</em><em>アイスクリーム市場</em><em>3</em><em>年連続で過去最高更新、過去最高更新、値上げ後も販売</em> <em>物量は前年上回る</em> <em>) </em>โดย Shokuhin Sangyou Shinbunsha Co., Ltd. 9 มิย. 2023 (<a href=\"https://www.ssnp.co.jp/milk/512656/\">https://www.ssnp.co.jp/milk/512656/</a>)\r\n\r\n<em>5.รายงานเรื่อง “Ice cream market, the adjustment of prices and the record-high hot temperature has pushed the market increase to the highest level in 23 years” (アイスクリーム市場、価格改定と記録的な猛暑で23年は過去最高を更新   </em>โดย Diamond chain store online 9 กค. 2024 <em>(</em><a href=\"https://diamond-rm.net/sales-promotion/product-strategy/489170/\"><em>https://diamond-rm.net/sales-promotion/product-strategy/489170/</em></a>","publish_date":"2024-09-04T09:37:01.000","current_publish":"2024-09-04T09:37:01.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":64264,"documentId":"e5kiz0mi774j1ifa30uahwez","title":"ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ในสเปนเริ่มทรงตัว หลังจากเพิ่มขึ้นหลังเลิกล๊อคดาวน์","tag":[],"number_read":null,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2020-08-19T17:00:00.000","updatedAt":"2025-04-22T16:37:49.390","publishedAt":"2025-04-22T16:37:50.356","locale":"th","content_html":"<p></p><br/><br/>","publish_date":"2020-08-19T17:00:00.000","current_publish":"2020-08-19T17:00:00.000","timezone":null,"generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":679295,"documentId":"h4l3ql4gbnprn76pnp0y8xo2","title":"วิกฤติโควิด-19 สิงคโปร์ผลิตอาหารลดลงในปี 2565","tag":[{"tag_name":"export"},{"tag_name":"import"},{"tag_name":"สิงคโปร์"},{"tag_name":"สินค้า"},{"tag_name":"อาหาร"},{"tag_name":"อาหารทะเล"},{"tag_name":"อาเซียน"},{"tag_name":"ไข่ไก่"}],"number_read":48,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2023-06-09T07:00:11.000","updatedAt":"2026-09-15T12:09:42.460","publishedAt":"2026-09-15T12:09:42.496","locale":"th","content_html":"<blockquote><em>สถานการณ์สินค้าอาหารในประเทศสิงคโปร์</em></blockquote>ในปี 2565 การผลิตผัก อาหารทะเล และไข่ในสิงคโปร์ลดลง เนื่องจากอุปสงค์ผลผลิตในประเทศที่ลดลง และความล่าช้าในการสร้างและปรับปรุงฟาร์มเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19\r\n\r\nการผลิตไข่ในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 30.5% ในปี 2564 แต่ในปี 2565 การผลิตไข่ลดลงเหลือ 28.9% โดยมีสาเหตุมาจากโรคระบาดนิวคาสเซิล ซึ่งส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท และระบบย่อยอาหารของสัตว์ปีกในฟาร์ม Seng Choon เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 อย่างไรก็ดี การผลิตไข่ในสิงคโปร์ได้กลับสู่ภาวะปกติในไตรมาสถัดมา ในขณะเดียวกัน สำนักงานอาหารสิงคโปร์ (Singapore Food Agency :SFA) ได้ทำงานร่วมกันกับ Animal and Veterinary Service (AVS) เพื่อยกระดับมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพเพิ่มขึ้น\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nในปี 2565 ปริมาณผักที่บริโภคในสิงคโปร์มาจากฟาร์มผักในประเทศน้อยกว่า 4% จากในปี 2564 ส่วนแบ่งอยู่ที่ 4.3% สำหรับอาหารทะเล การผลิตในประเทศลดลงเหลือ 7.6% จาก 8% ในปี 2564\r\n\r\nการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดความล่าช้าในการปรับปรุงฟาร์มใหม่และฟาร์มที่มีอยู่เดิม จึงส่งผลต่อความสามารถของฟาร์มในการขยายกำลังการผลิตให้เต็มที่ นอกจากนี้ ฟาร์มจำนวนหนึ่งได้หยุดดำเนินการในปี 2565 ในขณะที่ ฟาร์มอื่นๆ ได้ย้ายไปยังพื้นที่ต่างๆ ของสิงคโปร์ และต้องการเวลาในการเพิ่มกำลังการผลิต\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nสิงคโปร์นำเข้าอาหารเพิ่มขึ้นจาก 172 ประเทศ ในปี 2562 เป็น 183 ประเทศ ในปี 2565 เช่น บรูไน โคลอมเบีย และอินโดนีเซีย ได้รับการอนุญาตให้เป็นแหล่งนำเข้าสำหรับสินค้าไข่ หมู และไก่ ตามลำดับ ในขณะที่ สิงคโปร์มีประเทศที่สามารถนำเข้าได้มากขึ้น แต่ปริมาณอาหารทะเล ผักและผลไม้ที่นำเข้าโดยรวมกลับลดลงระหว่างปี 2564-2565 สิงคโปร์นำเข้าผัก 518,000 ตัน ในปี 2565 ลดลงจาก 544,400 ตัน ในปี 2564\r\n\r\nศาสตราจารย์ William Chen ผู้อำนวยการโครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง กล่าวว่า ภาวะเงินเฟ้อและปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากโรคระบาดและสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจทำให้ปริมาณการนำเข้าอาหารบางประเภทลดลง เทคโนโลยีสำหรับการทำฟาร์มผักในเมืองและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในสิงคโปร์ยังเพิ่งเริ่มไม่นาน และจะต้องใช้เวลาในการขยายขนาด การผลิตไข่ในท้องถิ่นจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป เนื่องจากฟาร์มในท้องถิ่นเพิ่มการผลิต และมีการสร้างฟาร์มไข่แห่งที่สี่ขึ้นใหม่\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nฟาร์มไข่แห่งที่สี่เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทท้องถิ่น Ise Foods Holdings และผู้ผลิตไข่ชั้นนำของญี่ปุ่น Ise Foods Japan คาดว่า จะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ปี 2567 และจะเพิ่มการผลิตไข่ในท้องถิ่นเป็น 50% ของความต้องการในประเทศ เมื่อเปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ\r\n\r\n<img class=\"size-medium wp-image-126467 aligncenter\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2023/06/2-2-300x211.jpg\" alt=\"\" width=\"300\" height=\"211\" />\r\n\r\nผู้บริโภคในสิงคโปร์จำนวนมากมีความลังเลที่จะซื้อผลผลิตในประเทศเนื่องจากราคาสูงกว่าผลผลิตนำเข้า ดังนั้นเมื่อความต้องการซื้อต่ำทำให้ฟาร์มยากต่อการทำธุรกิจในเชิงพาณิชย์ ฟาร์มผักบางแห่งต้องทิ้งหรือบริจาคผักส่วนหนึ่งเนื่องจากขายได้น้อย หรือลดกำลังการผลิตลงเพื่อประหยัดต้นทุนและลดความสูญเปล่าจากการทิ้งหรือบริจาค\r\n\r\nภาคการเกษตรอาหารสิงคโปร์และ SFA ได้จัดตั้งกลุ่มพันธมิตรที่เรียกว่า Alliance for Action เพื่อช่วยสร้างความต้องการซื้อผลผลิตในประเทศจากฟาร์มในเชิงพาณิชย์ โดยการเสนอให้ฟาร์มจัดหาผลผลิตให้กับโรงแรม ร้านอาหาร และภาคธุรกิจรับจัดงานเลี้ยง โดยในเดือนมีนาคม 2566 SFA และสมาคมอุตสาหกรรมได้เริ่มโครงการให้ใบรับรองธุรกิจอาหารและโรงแรมที่ใช้ผลผลิตในประเทศอย่างน้อย 15% ของมูลค่าผลผลิตทั้งหมด\r\n\r\n<strong>ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ</strong>\r\n\r\nสิงคโปร์ได้ตั้งเป้าในการผลิตอาหารให้ได้ 30% ของปริมาณการบริโภคภายในประเทศให้ได้ภายในปี 2573 เพื่อบรรลุเป้าหมายความมั่งคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี สิงคโปร์ยังคงพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศอยู่มาก ผู้ประกอบการไทยสามารถมองหาช่องทางและโอกาสในการขยายตลาดการส่งออกสินค้ากลุ่มอาหาร/เครื่องดื่มมายังสิงคโปร์ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยควรติดตามข่าวสารและกฎระเบียบในการนำเข้าจาก SFA เพื่อจะได้นำไปพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการของตลาดต่อไป ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มช่องทางในการขยายตลาดได้ โดยงานแสดงสินค้าสำคัญในประเทศสิงคโปร์ได้แก่ 1) งาน Food &amp; Hotel Asia 2) Food &amp; Beverage Fair 3) Café Asia 4) Restaurant Asia เป็นต้น\r\n\r\nแหล่งที่มาภาพ/ข้อมูล : StraitsTimes  :- <a href=\"http://www.straitstimes.com/singapore/food-production-in-s-pore-declined-in-2022-due-to-covid-19-related-delays-limited-consumer-support\">www.straitstimes.com/</a>","publish_date":"2023-06-09T07:00:11.000","current_publish":"2023-06-09T07:00:11.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":386093,"documentId":"i96i2yz1ecdpq9ph6gyy2r5f","title":"Indian Literature Market","tag":null,"number_read":15,"number_share":null,"link_url":null,"createdAt":"2025-10-28T17:22:13.083","updatedAt":"2026-03-06T19:28:13.323","publishedAt":"2026-03-06T19:28:13.356","locale":"th","content_html":null,"publish_date":"2025-10-28T17:22:13.195","current_publish":"2025-10-28T17:22:13.195","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":{"id":299,"documentId":"hs8559x6x0qsz8g4iijcx03r","firstname":"Lawrence","lastname":"Edward","username":"Lawrence","preferedLanguage":"en","createdAt":"2025-06-18T10:02:41.760","updatedAt":"2026-08-14T11:28:31.033","publishedAt":"2025-06-18T10:02:41.761"},"updatedBy":{"id":299,"documentId":"hs8559x6x0qsz8g4iijcx03r","firstname":"Lawrence","lastname":"Edward","username":"Lawrence","preferedLanguage":"en","createdAt":"2025-06-18T10:02:41.760","updatedAt":"2026-08-14T11:28:31.033","publishedAt":"2025-06-18T10:02:41.761"}},{"id":654808,"documentId":"njxf3cl5f58oijv0hxe01aq8","title":"ร้านอาหารไทย 2 ร้านในเอสโตเนียคว้า “Thai SELECT” เป็นครั้งแรกในภูมิภาคบอลติก !","tag":null,"number_read":75,"number_share":1,"link_url":null,"createdAt":"2025-09-17T18:32:28.219","updatedAt":"2026-09-03T20:43:14.228","publishedAt":"2026-09-03T20:43:14.264","locale":"th","content_html":"<p>หลังจากความพยายามของทีมไทยแลนด์ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงวอร์ซอ ซึ่งต่างมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศเอสโตเนีย มุ่งเปิดช่องทางการตลาดสำหรับสินค้ากลุ่มอาหารจากไทยผ่านร้านอาหารไทยในเอสโตเนีย ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 และ 10 กันยายน 2568 นายวรวุฒิ พงษ์ประภาพันธ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐเอสโตเนีย (ถิ่นพำนัก ณ กรุงเฮลซิงกิ) ได้มอบเกียรติบัตร “Thai SELECT” ให้แก่ร้านอาหารไทยในกรุงทาลลินน์ จำนวน 2 ร้าน นับเป็นครั้งแรกที่มีร้านอาหารไทยในภูมิภาคบอลติกที่ได้รับตรา “Thai SELECT”</p><p><img class=\"image_resized\" style=\"aspect-ratio:929/613;width:39.82%;\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/Thai_Restaurant01_42ac5c83e0.JPG\" alt=\"ThaiRestaurant01.JPG\" srcset=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/thumbnail_Thai_Restaurant01_42ac5c83e0.JPG 237w,https://files-website.ditp.go.th/uploads/small_Thai_Restaurant01_42ac5c83e0.JPG 500w,https://files-website.ditp.go.th/uploads/medium_Thai_Restaurant01_42ac5c83e0.JPG 750w,\" sizes=\"100vw\" width=\"929\" height=\"613\"> &nbsp;<img class=\"image_resized\" style=\"aspect-ratio:954/607;width:41.11%;\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/Thai_Restaurant02_6c8c91b453.JPG\" alt=\"ThaiRestaurant02.JPG\" srcset=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/thumbnail_Thai_Restaurant02_6c8c91b453.JPG 245w,https://files-website.ditp.go.th/uploads/small_Thai_Restaurant02_6c8c91b453.JPG 500w,https://files-website.ditp.go.th/uploads/medium_Thai_Restaurant02_6c8c91b453.JPG 750w,\" sizes=\"100vw\" width=\"954\" height=\"607\"></p><p>เอกอัครราชทูตฯ กล่าวถึงความสำคัญของตราสัญลักษณ์ “Thai SELECT” ว่าเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพที่รัฐบาลไทยมอบให้แก่ร้านอาหารไทยในต่างประเทศ เพื่อการันตีความอร่อยตามตำรับไทยแท้ มีมาตรฐานการปรุง การให้บริการ และการต้อนรับในระดับสากล โดยในปี 2568 กระทรวงพาณิชย์ได้ยกระดับร้าน Thai SELECT รูปแบบใหม่ โดยให้มีการตรวจประเมินที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อให้ร้าน “Thai SELECT” เป็นที่น่าเชื่อถือและไว้วางไจแก่ลูกค้าที่เข้ามารับบริการ ร้าน “Thai SELECT” ทั้งสองร้าน ได้แก่ ร้าน Nok Nok และ ร้าน New Thai มีที่ตั้งอยู่กลางกรุงทาลลินน์ เมืองหลวงของเอสโตเนีย</p><p>&nbsp;</p><p>เอกอัครราชทูตฯ ย้ำว่า “Thai SELECT” มีบทบาทสำคัญในฐานะเครื่องมือทางการทูตผ่านอาหาร (Gastrodiplomacy) ที่ช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมการกินของไทย สร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงมิตรภาพระหว่างประเทศ อีกทั้งยังหวังว่าชาวเอสโตเนียและชาวบอลติก และนักท่องเที่ยว จะได้ลิ้มลองและจดจำรสชาติอาหารไทยที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร<br>&nbsp;</p><p>สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ จะบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงวอร์ซอ เพื่อมุ่งเผยแพร่การรับประทานอาหารไทยสู่สังคมเอสโตเนียและภูมิภาคบอลติก เป็นโอกาสให้ชาว ต่างชาติให้เปิดประสบการณ์กับเสน่ห์ของรสชาติไทย อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้สินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มของไทยมีช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อเข้าสู่ตลาดเอสโตเนียและบอลติกได้มากขึ้นต่อไป</p><p>&nbsp;</p><p><br><strong><u>ข้อมูลเพิ่มเติม/ข้อคิดเห็นของสคต.</u></strong><br>&nbsp;</p><p>1. แม้ว่าเอสโตเนียเป็นประเทศที่มีประชากรเพียง 1.4 ล้านคน แต่ก็เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากที่มีทัศนียภาพสวยงาม มีภูเขา ทะเลสาบ และป่าที่อุดมสมบูรณ์ เมืองหลวงทาลลินน์เป็นส่วนผสมของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่และเก่าที่มีเสน่ห์ เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ประชาชน ทั่วไปและนักธุรกิจชาวเอสโตเนียส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี &nbsp;อีกทั้ง ยังมีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทย &nbsp;สคต.วอร์ซอ &nbsp;จึงเห็นว่า การส่งออกสินค้าจากไทยมายังเอสโตเนียน่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร สำหรับร้านอาหารไทย และธุรกิจสปาและนวดแผนไทย ซึ่งไทยมีศักยภาพสูง ก็น่าจะขยายตัวได้ดีเช่นกัน<br>&nbsp;</p><p>2. &nbsp;การที่ร้านอาหารไทยได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 2 ร้าน ในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยยกระดับความนิยมร้านอาหารไทยในเอสโตเนีย และช่วยกระตุ้นการรับรู้ของลูกค้าเกี่ยวกับอาหารไทยที่มีรสชาติแบบไทยต้นตำรับเพิ่มมากขึ้น แต่ภาครัฐยังจำเป็นต้องจัดกิจกรรมส่งเสริมความนิยมไทยและการส่งเสริมการตลาดไปพร้อมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป<br>&nbsp;</p>","publish_date":"2025-09-17T18:32:28.313","current_publish":"2025-09-17T18:32:28.313","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":{"id":136,"documentId":"aqy0gucu4wyzqugmevomjam1","firstname":"นางเมทินี","lastname":"ศิริสวัสดิ์","username":"Methenee","preferedLanguage":null,"createdAt":"2025-06-09T15:14:59.973","updatedAt":"2025-11-06T15:53:37.800","publishedAt":"2025-06-09T15:14:59.973"},"updatedBy":{"id":136,"documentId":"aqy0gucu4wyzqugmevomjam1","firstname":"นางเมทินี","lastname":"ศิริสวัสดิ์","username":"Methenee","preferedLanguage":null,"createdAt":"2025-06-09T15:14:59.973","updatedAt":"2025-11-06T15:53:37.800","publishedAt":"2025-06-09T15:14:59.973"}},{"id":677310,"documentId":"zbz49w6om0eicsqijzbgr7wo","title":"แฟชั่นแนวสปอร์ตในตลาดอินเดียกำลังเติบโต ทำรายได้แบรนด์สินค้ากีฬาพุ่งสูง","tag":[{"tag_name":"ชุดกีฬา"},{"tag_name":"รองเท้ากีฬา"},{"tag_name":"เอเชียใต้"}],"number_read":43,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2024-01-08T10:09:24.000","updatedAt":"2026-09-14T18:25:12.742","publishedAt":"2026-09-14T18:25:12.788","locale":"th","content_html":"สินค้าแฟชั่นแนวกีฬาและแนวสปอร์ตเติบโตรวดเร็วกว่าตลาดเสื้อผ้าและรองเท้าทั่วไปในอินเดียนับตั้งแต่ที่มีการระบาดของเชื้อโควิดเป็นต้นมา ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทแบรนด์กีฬาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว\r\nโดยสินค้าแนวสปอร์ตในอินเดียมีแนวโน้มเติบโตดี เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่ ยังมีคู่แข่งในตลาดจำนวนไม่มาก และมีความต้องการสินค้าสูง จึงถือเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพในตลาด สำหรับแฟชั่นแนวสปอร์ตในอินเดีย จะประกอบด้วย กลุ่มอุปกรณ์กีฬา รองเท้า และเสื้อผ้า ซึ่งมีมูลค่ารวมถึง 2.18 แสนล้านรูปี ในปีงบประมาณ 2022-2023 มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 122.5 เมื่อเทียบจากฐานปี 2015 ทั้งนี้ แฟชั่นแนวสปอร์ตจึงกลายเป็นแฟชั่นที่โดดเด่น เป็นที่นิยม เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ผู้บริโภคเลือกรูปแบบสไตล์การแต่งตัวแนวสบายๆ และคล่องตัว\r\n\r\nแบรนด์กีฬาจึงมีการนำเสนอสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่รองเท้าวิ่ง กางเกงจ๊อกเกอร์ ดัมเบล และเสื่อโยคะ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีการรับรู้และเอาใจใส่ต่อสมรรถภาพทางกายเพิ่มมากขึ้น รวมถึงทำให้มีความต้องการเสื้อผ้าลำลองแนวสปอร์ตที่เพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลให้ธุรกิจในตลาดนี้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า สังเกตได้จากข้อมูลการเปรียบเทียบรายได้ของแบรนด์ Puma, Decathlon, Adidas, Skechers และ Asics ในปีงบการเงิน 2021-2022 มีรายได้รวม 5.02 หมื่นล้านรูปีอินเดีย ในขณะที่ปีงบการเงิน 2022-2023 มีรายได้รวมถึง 1.16 แสนล้านรูปีอินเดีย โดยอัตราการขยายตัวของรายได้ในแต่ละแบรนด์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35-60\r\n\r\nทั้งนี้ แบรนด์ Puma เปิดเผยว่าสินค้าสำหรับการวิ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดของแบรนด์ โดยกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุมากกว่า 45 ปี มักจะสนใจเลือกหารองเท้าสำหรับการเดินออกกำลังกาย และหากเปรียบเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จะพบว่าผู้บริโภคหนึ่งรายจะมีรองเท้าเฉลี่ย 2-3 คู่ แต่ปัจจุบันผู้บริโภคหนึ่งรายจะมีรองเท้าเฉลี่ย 4-6 คู่\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nโดยภายหลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดส่งผลให้ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ไม่เฉพาะแต่กีฬาคริกเก็ตเท่านั้น กีฬาประเภทอื่นก็ได้รับความสนใจมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล กาบัดดี้ วอลเลย์บอล ฮอกกี้ รวมไปถึงการวิ่งและการออกกำลังกาย\r\n\r\n<strong>แนวโน้มและสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน</strong>\r\n<ul>\r\n \t<li>รูปแบบ Casualization และ Sneakerization มีแนวโน้มได้รับความนิยม โดยหลังจากสถานการณ์โควิด ผู้คนเริ่มหันมาเลือกสวมใส่เสื้อผ้าแนว Casual Attire มากขึ้น แม้กระทั่งตอนที่ไปทำงาน</li>\r\n \t<li>แบรนด์สากลส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและมุ่งเป้าขยายการเติบโตในสินค้าที่เกี่ยวกับกีฬาคริกเก็ตและกิจกรรมทางกีฬาอื่นๆ ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่ในตลาดวางตำแหน่งทางการตลาดเป็นแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาที่มีไลฟ์สไตล์สะดวกสบาย</li>\r\n \t<li>การนำเสนอสินค้าเน้นการพัฒนานวัตกรรมและการตัดเย็บรองเท้ากีฬาเฉพาะทาง เช่น รองเท้าวิ่งที่ใช้เทคโนโลยีดูดซับแรงกระแทก รองเท้าบาสเก็ตบอลที่มีการยึดเกาะดีขึ้น รองเท้าโยคะที่ออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่นและความสมดุล เป็นต้น รวมถึง มีการพัฒนาแฟชั่นกับฟังก์ชั่นการใช้งาน เช่น การใช้วัสดุน้ำหนักเบา ระบายอากาศดี มีการพิมพ์ลวยลาย รูปแบบสีสันสดใส นอกจากนี้ ยังมีการผลิตไซส์ที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงที่มีรูปร่างและสัดส่วนแตกต่างกัน รวมไปถึงขนาด Plus Size และ Petite</li>\r\n</ul>\r\n<strong>ความเห็นของสคต. ณ เมืองเจนไน</strong>\r\n\r\nตลาดสินค้าแฟชั่นแนวกีฬาและแนวสปอร์ตในอินเดียกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคในอินเดียให้ความสนใจต่อการดูแลสุขภาพมากขึ้น และไม่ได้เป็นที่นิยมเฉพาะในเมืองใหญ่ ปัจจุบันเทรนด์ด้านการออกกำลังและใส่ใจต่อสุขภาพเริ่มขยายออกไปสู่เมืองรองใน Tier 2 และ Tier 3 ของอินเดียมากขึ้น จึงมีความต้องการสินค้าประเภทนี้อีกเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีผู้ประกอบธุรกิจหลายรายที่ตระหนักถึงความมีศักยภาพของธุรกิจในตลาด และพยายามเข้าครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ระดับสากล หรือแบรนด์ในประเทศ เช่น bliss club, Go Colours, HRX และ lululemon นอกจากนี้ ก็ยังมีการนำเข้าจากจีน สหรัฐอเมริกา และเวียดนามบางส่วน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาด\r\n\r\nทั้งนี้ สคต. ณ เมืองเจนไน มีความเห็นว่า คนไทยเองก็มีความสนใจและใส่ใจในการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพมากขึ้น รวมถึงมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการสุขภาพมากมาย รวมไปถึงสินค้าแฟชั่นแนวสปอร์ต จึงนับเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าดังกล่าวที่จะขยายตลาดมายังอินเดียที่กำลังมีความต้องการและมีแนวโน้มใส่ใจในสุขภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคอินเดียก็มีทัศนคติที่ดีต่อคุณภาพสินค้าไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์การลดอัตราภาษีนำเข้าจากความตกลง FTA อาเซียน-อินเดีย เพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในตลาดได้อีกด้วย\r\n\r\n<strong><em>แหล่งข้อมูล</em></strong>\r\n<ul>\r\n \t<li>‘<em>Puma, Decathlon, Adidas make a splash! Sports brands see sales gallop in last 2 years’</em>, Economic Times, 26 December 2023 <a href=\"https://economictimes.indiatimes.com/\">https://economictimes.indiatimes.com/</a></li>\r\n \t<li>‘<em>Athleisure: A Multi-billion Dollar Opportunity in India’s Apparel Market, Business Bar’</em>, 30 April 2023</li>\r\n</ul>\r\n<a href=\"https://businessbar.net\">https://businessbar.net</a>\r\n<ul>\r\n \t<li>‘<em>The Landscape and Future of the Indian Sportswear Market</em><em>, Indian Retailing’</em>, 16 July 2023</li>\r\n</ul>\r\n<a href=\"https://www.indiaretailing.com\">https://www.indiaretailing.com</a>\r\n<ul>\r\n \t<li>Active wear imports, 15 December 2023</li>\r\n</ul>\r\n<a href=\"https://www.volza.com\">https://www.volza.com</a>","publish_date":"2024-01-08T10:09:24.000","current_publish":"2024-01-08T10:09:24.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":677312,"documentId":"jspfuwxsoky3zxw2iuva7c7h","title":"สภาวะตลาดสินค้าเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกในญี่ปุ่น","tag":null,"number_read":42,"number_share":null,"link_url":null,"createdAt":"2026-02-25T15:58:36.128","updatedAt":"2026-09-14T18:26:05.949","publishedAt":"2026-09-14T18:26:05.995","locale":"th","content_html":"<p style=\"line-height:19.0pt;margin-bottom:6.0pt;text-align:center;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\"><strong>สภาวะตลาดสินค้าเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกในญี่ปุ่น</strong></span></span></p><p style=\"line-height:normal;margin-bottom:0mm;text-align:right;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><i><span lang=\"TH\">สตท. ณ เมืองฮิโรชิมา</span></i></span></p><p style=\"line-height:normal;margin-bottom:0mm;text-align:right;\">&nbsp;</p><p style=\"line-height:normal;margin-bottom:0mm;tab-stops:163.05pt;text-align:justify;text-indent:35.45pt;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ปัจจุบันกระแสความใส่ใจกับสุขภาพและสภาวะแวดล้อม มีผลต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆอย่างกว้าง ขวางซึ่งไม่เพียงแต่สินค้าประเภทอาหาร แต่ยังแผ่ขยายไปถึงสินค้าอื่นๆ ซึ่งรวมถึงสินค้าเครื่องสำอางซึ่งผู้ใช้ต้องสัมผัสโดยตรง จึงทำให้เกิดความต้องการสินค้าเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกเพิ่มมากขึ้น โดยญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดขนาดใหญ่สำหรับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามจึงมีศักยภาพสูงในการขยายตัว</span></span></p><p style=\"line-height:normal;margin-bottom:0mm;tab-stops:163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\"><strong>ภาพรวมของตลาด</strong></span></span></p><p style=\"line-height:normal;margin-bottom:0mm;tab-stops:163.05pt;text-align:justify;text-indent:35.45pt;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ในปีงบประมาณ 2024 ตลาดเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิก่ในญี่ปุ่น มียอดจำหน่าย (มูลค่าการจัดส่งสินค้าของผู้ผลิต) สูงถึง 1</span><span lang=\"EN-US\">.</span><span lang=\"TH\">83 แสนล้านเยน (ประมาณ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">3.87</span><span lang=\"TH\"> หมื่นล้านบาท) &nbsp;&nbsp;เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 3.1 โดยแสดงแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยมาตามลำดับ และประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">1.88&nbsp;</span><span lang=\"TH\">แสนล้านเยนในปี&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">2025</span></span></p><p style=\"line-height:normal;margin-bottom:0mm;tab-stops:163.05pt;text-align:justify;text-indent:35.45pt;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">เมื่อพิจารณาสินค้าตามประเภท ในปี&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">2024</span><span lang=\"TH\"> เครื่องสำอางธรรมชาติมีสัดส่วนร้อยละ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">73.8&nbsp;</span><span lang=\"TH\">คิดเป็นมูลค่า&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">1.39 </span><span lang=\"TH\">แสนล้านเยน&nbsp; ในขณะที่เครื่องสำอางออร์แกนิกมีสัดส่วนร้อยละ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">26.2&nbsp;</span><span lang=\"TH\"> มูลค่า&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">4.85&nbsp;</span><span lang=\"TH\">หมื่นล้านเยน</span></span></p><p style=\"line-height:normal;margin-bottom:0mm;tab-stops:163.05pt;text-align:justify;text-indent:35.45pt;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ในปี&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">2024 </span><span lang=\"TH\">สำหรับเครื่องสำอางธรรมชาติ แม้ว่าการขยายตัวของยอดจำหน่ายในกลุ่มบริษัทชั้นนำของตลาดจะชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ตลาดโดยรวมยังมีแนวโน้มการเติบโตอยู่เนื่องจากได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัทและแบรนด์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ในขณะที่เครื่องสำอางออร์แกนิก แม้ว่าตลาดจะเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก โดยแบรนด์เกิดใหม่ที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดมีผลประกอบการต่ำกว่าตัวเลขของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามผลประกอบการที่คงที่ของบริษัทชั้นนำซึ่งเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมได้ช่วยสนับสนุนการเติบโตในระดับปานกลางในปีงบฯ 2024</span></span></p><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;tab-stops:163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\"><strong>ปัจจัยส่งเสริมความต้องการสินค้าเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกในตลาดญี่ปุ่น</strong></span></span></p><ol style=\"padding-left:0px;\"><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ในช่วงที่ผ่านมา การขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิก เป็นผลจากความต้องการของผู้บริโภคซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพ สุขภาวะ (</span><span lang=\"EN-US\">wellness</span><span lang=\"TH\">) และความยั่งยืน &nbsp;โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้บริโภคสตรีวัยรุ่นและวัยทำงานในเมืองใหญ่ๆ นิยมเครื่องสำอางออร์แกนิกเนื่องจากเห็นว่ามีความปลอดภัย ดีต่อผิวพรรณและดีต่อสภาวะแวดล้อม อีกทั้งพบว่ากระแสของ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">Clean Beauty</span><span lang=\"TH\">&nbsp; มีมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคญี่ปุ่นปัจจุบันซึ่งแสดงพฤติกรรมความสนใจและใช้วิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (</span><span lang=\"EN-US\">SDGs)&nbsp;</span><span lang=\"TH\">สอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวกับ </span><span lang=\"EN-US\">Sustainable Beauty&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ในระดับสากล</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ภายใต้สภาพแวดล้อมทางการตลาดปัจจุบัน การเป็นเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกเพียงเท่านั้นไม่เพียงพอที่จะดึงดูดผู้บริโภค แต่ต้องมีฟังก์ชันการใช้งานที่ดียิ่งขึ้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานการใช้วัตถุดิบธรรมชาติให้เข้ากับฟังก์ชั่น (</span><span lang=\"EN-US\">Function)</span><span lang=\"TH\"> หรือการทำงานของผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มุ่งหวังผลด้านต่างๆ จากการใช้เครื่องสำอาง โดยเฉพาะปัญหาด้านผิวพรรณ เช่น การทำให้ผิวขาวกระจ่างใส การต่อต้านริ้วรอย และการปกป้องรังสียูวี เป็นต้น การพัฒนาและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมและหมวดหมู่ใหม่ๆ โดยแบรนด์ต่างๆ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานหรือฟังก์ชั่นที่สูงขึ้นผ่านการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ทำให้เกิดความต้องการเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกมากขึ้น เนื่องจากใช้ได้เทียบเท่ากับเครื่องสำอางทั่วไป</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">นอกจากนั้น ทัศนคติเกี่ยวกับความงามของผู้บริโภคบุรุษก็มีส่วนช่วยผลักดันความต้องการเครื่อง สำอางธรรมชาติและออร์แกนิกให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ปัจจุบันผู้บริโภคบุรุษในญี่ปุ่นให้ความใส่ใจเกี่ยวกับการดูแลรูปลักษณ์ผิวพรรณของตนให้ดูดี มีผลการสำรวจระบุว่าในระยะสองปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคบุรุษซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมากขึ้นร้อยละ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">30 &nbsp;</span><span lang=\"TH\">&nbsp;และความต้องการจากกลุ่มผู้บริโภคบุรุษเหล่านี้ก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกันกับผู้บริโภคสตรีคือส่วนใหญ่มุ่งไปยังผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือออร์แกนิก</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์มีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคมีความสนใจและต้องการเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิก มีผลสำรวจระบุว่าผู้บริโภคหนุ่มสาวกว่าร้อยละ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">60&nbsp;</span><span lang=\"TH\">รู้จักผลิตภัณฑ์ความงามใหม่ๆผ่านอินฟลูเอน</span><span lang=\"EN-US\">-</span><span lang=\"TH\">เซอร์ทางสื่อโซเชียล สถิตินี้ยืนยันว่าอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มของตลาด โดยภาพลักษณ์ของสินค้าที่ดึงดูดใจ ผนวกกับความน่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกสินค้า</span></span></p></li></ol><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\"><strong>แนวโน้มใหม่ในตลาดเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกในญี่ปุ่น</strong></span></span></p><ol style=\"padding-left:0px;\"><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt 262.25pt 304.8pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ผู้ผลิตญี่ปุ่นหลายบริษัทใช้กลยุทธ์การสร้างความหลากหลายและความแตกต่างให้กับสินค้า เช่น &nbsp;การพัฒนาสินค้าที่ใช้ส่วนผสมพืชสมุนไพรดั้งเดิมของญี่ปุ่นดั้งเดิม เช่น มัจฉะ รำข้าว ยูซุ และ น้ำมันคามิเลีย (</span><span lang=\"EN-US\">Camellia Oil)&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ที่ได้รับใบรับรองออร์แกนิก โดยเฉพาะการใช้ส่วนผสมจากพืชที่มีเฉพาะในท้องถิ่นก็กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt 262.25pt 304.8pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">การใช้ส่วนผสมออร์แกนิกที่ผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ </span><span lang=\"EN-US\">(Biotechnology) </span><span lang=\"TH\">ก็กำลังได้รับความสนใจ เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้สามารถใช้จุลินทรีย์ในการสังเคราะห์ส่วนผสมที่หาได้ยากตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้ได้ส่วนผสมที่บริสุทธิ์และเสถียรยิ่งขึ้น&nbsp;</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:-9.7pt;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt 262.25pt 304.8pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">การใช้วัตถุดิบอัพไซเคิล </span><span lang=\"EN-US\">(Upcycled ingredients)&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ผ่านการแปรรูปจากของเหลือทิ้ง เช่น ข้าวออร์แกนิกที่ปลูกในนาที่ปล่อยว่าง หรือผลผลิตการเกษตรที่ตกมาตรฐานและจำหน่ายไม่ได้ในตลาด เพื่อนำมาใช้ในการผลิตเครื่องสำอางค์ออร์กานิก กำลังเป็นที่สนใจเนื่องจากเป็นแนวทางการผลิตที่ยึดหลักความยั่งยืนและมีผลต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ตัวอย่างเช่น บริษัท&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">Fermenstation Co.,Ltd.&nbsp;</span><span lang=\"TH\">(</span></span><a target=\"_blank\" rel=\"noopener noreferrer\" href=\"https://fermenstation.co.jp/\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"EN-US\">https://fermenstation.co.jp/</span></span></a><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">)&nbsp; &nbsp;ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบสำหรับเครื่องสำอางออร์แกนิก ได้นำผลผลิตการเกษตรอัพไซเคิลไปผ่านกระบวนการหมักเพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมและประสิทธิภาพของเครื่องสำอาง โดยใช้เทคโนโลยีพิเศษของบริษัทฯ มีสินค้าที่ผลิต เช่น สารสกัดจากกากข้าว (</span><span lang=\"EN-US\">Rice Ferment Extract Filtrate</span><span lang=\"TH\">) ซึ่งเป็นกากข้าวที่เหลือจากการกลั่นด้วยยีสต์และมอลต์ </span><span lang=\"EN-US\">(Malt) </span><span lang=\"TH\">สารสกัดดังกล่าวใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตโลชั่น ครีมบำรุงผิวและมือ ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม ฯลฯ&nbsp;</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:-9.7pt;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt 262.25pt 304.8pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่ายและมีส่วนประกอบที่จำเป็นเท่านั้นกำลังเป็นที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มอย่างต่อเนื่องในการผลิตเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิคที่ไม่ใช้สารเคมีและสารเติมแต่ง หรือใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และใช้เฉพาะส่วนผสมที่สะอาดและปลอดภัยเท่านั้น</span></span></p></li></ol><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\"><strong>ระบบการรับรองสินค้าเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิก</strong></span></span></p><p style=\"line-height:20.0pt;margin:0mm -9.7pt 0mm 0mm;tab-stops:35.45pt 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกเหนือจากระบบการรับรองสินค้าเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกในระดับสากล เช่น&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">COSMOS</span><span lang=\"TH\">และระบบการรับรองของญี่ปุ่นสำหรับสินค้าเครื่องสำอางออร์แกนิกของญี่ปุ่น โดยสมาคม&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\"><strong>JOCA</strong> (Japan Organic Cosmetics Association&nbsp;</span></span><a target=\"_blank\" rel=\"noopener noreferrer\" href=\"https://joca.jp/oc/\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"EN-US\">https://joca.jp/oc/</span></span></a><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"EN-US\"> )</span><span lang=\"TH\"> ซึ่งจัดตั้งมาตั้งแต่ปี </span><span lang=\"EN-US\">2007 </span><span lang=\"TH\">แล้ว &nbsp;มีระบบการรับรองอีกหนึ่งระบบที่จัดตั้งเมื่อปี </span><span lang=\"EN-US\">2020 </span><span lang=\"TH\">บริหารโดยสมาคมเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกญี่ปุ่น &nbsp;(</span><span lang=\"EN-US\">Japan Natural and Organic Cosmetics Association- <strong>JNOCA&nbsp;</strong>&nbsp;</span></span><a target=\"_blank\" rel=\"noopener noreferrer\" href=\"https://jnoca.or.jp/\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"EN-US\">https://jnoca.or.jp/</span></span></a><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"EN-US\">)</span><span lang=\"TH\">&nbsp; โดยมีเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้</span></span></p><p style=\"line-height:20.0pt;margin:0mm -9.7pt 0mm 0mm;tab-stops:35.45pt 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\">&nbsp;</p><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\"><strong>เกณฑ์การรับรองเครื่องสำอางธรรมชาติ</strong></span></span></p><ol style=\"padding-left:28px;\"><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ต้องมีส่วนผสมจากธรรมชาติเท่านั้น โดยต้องเกินกว่าร้อยละ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">90&nbsp;</span><span lang=\"TH\">&nbsp;ทั้งนี้ ธรรมชาติ\" หมายถึงส่วนผสมที่ไม่ใช่ส่วนผสมที่มาจากปิโตรเลียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นส่วนผสมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการรบกวนสมดุลทางธรรมชาติ เช่น พืช ดินเหนียว และแร่ธาตุ</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้ส่วนผสมที่ได้จากปิโตรเลียม (รวมถึงน้ำมันแร่</span><span lang=\"EN-US\">)&nbsp;</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้สารลดแรงตึงผิวสังเคราะห์ที่ได้จากปิโตรเลียม</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้โพลิเมอร์สังเคราะห์ (เช่น คาร์โบเมอร์) หรือน้ำมันซิลิโคน (เช่น ไซโคลเมทิโคนและไดเมทิโคน)</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้สารสกัดจากพืชที่สกัดด้วยตัวทำละลาย </span><span lang=\"EN-US\">BG</span><span lang=\"TH\"> (</span><span lang=\"EN-US\">Butylene Glycol</span><span lang=\"TH\">) ซึ่งได้จากปิโตรเลียม หรือ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">PG&nbsp;</span><span lang=\"TH\">(</span><span lang=\"EN-US\">Propylene Glycol)</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้วัตถุดิบสำหรับสีย้อมทา ซึ่งเป็นสีสังเคราะห์ที่ได้จากปิโตรเลียม</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้น้ำหอมสังเคราะห์</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้สารกันเสียสังเคราะห์ (เช่น พาราเบนและฟีนอกซีเอทานอล)</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้พืชดัดแปลงพันธุกรรม (</span><span lang=\"EN-US\">GMO)</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"EN-US\">&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ไม่ทำการทดสอบกับสัตว์ในกระบวนการผลิต</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"EN-US\">&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ไม่ใช้แอลกอฮอล์ (เช่น เอทานอล แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ หรือแอลกอฮอล์ที่ทำให้เสียสภาพ)</span></span></p></li></ol><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\"><strong>เกณฑ์การรับรองเครื่องสำอางออร์แกนิก</strong></span></span></p><ol style=\"padding-left:28px;\"><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ต้องมีส่วนผสมจากธรรมชาติเท่านั้น โดยต้องเกินกว่าร้อยละ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">90&nbsp;</span><span lang=\"TH\">&nbsp;ทั้งนี้ ธรรมชาติ\" หมายถึงส่วนผสมที่ไม่ใช่ส่วนผสมที่มาจากปิโตรเลียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นส่วนผสมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการรบกวนสมดุลทางธรรมชาติ เช่น พืช ดินเหนียว และแร่ธาตุ</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">มากกว่า 5% ผลิตจากส่วนผสมออร์แกนิกที่ได้รับการรับรอง&nbsp;</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้ส่วนผสมที่ได้จากปิโตรเลียม (รวมถึงน้ำมันแร่)&nbsp;</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้สารลดแรงตึงผิวสังเคราะห์ที่ได้จากปิโตรเลียม</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้โพลิเมอร์สังเคราะห์ เช่น คาร์โบเมอร์ หรือน้ำมันซิลิโคน (เช่น ไซโคลเมทิโคนและไดเมทิโคน)&nbsp;</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้สารสกัดจากพืชที่สกัดด้วยตัวทำละลาย </span><span lang=\"EN-US\">BG</span><span lang=\"TH\"> (</span><span lang=\"EN-US\">Butylene Glycol</span><span lang=\"TH\">) ซึ่งได้จากปิโตรเลียม หรือ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">PG</span><span lang=\"TH\"> (</span><span lang=\"EN-US\">Propylene Glycol)</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้วัตถุดิบสำหรับสีย้อมทาร์ ซึ่งเป็นสีสังเคราะห์ที่ได้จากปิโตรเลียม&nbsp;</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้น้ำหอมสังเคราะห์</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ไม่ใช้สารกันเสียสังเคราะห์ (เช่น พาราเบนและฟีนอกซีเอทานอล)&nbsp;</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"EN-US\">&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ไม่ใช้พืชดัดแปลงพันธุกรรม (</span><span lang=\"EN-US\">GMO)</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"EN-US\">&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ไม่มีการทดสอบกับสัตว์ในกระบวนการผลิต</span></span></p></li><li><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:0mm;margin-top:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"EN-US\">&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ไม่มีการใช้สารดูดซับรังสียูวีหรือไมโครพลาสติกซึ่งมีรายงานว่าส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลและระบบนิเวศ</span></span></p></li></ol><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;tab-stops:20.0mm 163.05pt 304.8pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\"><strong>อนาคตของตลาดเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกในญี่ปุ่น</strong></span></span></p><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;tab-stops:42.55pt 163.05pt 304.8pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คาดการว่ากระแสความนิยมเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกในญี่ปุ่นจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ผู้คนมีความกังวลเกี่ยวกับมลพิษที่มีอยู่รอบตัว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจกับสุขภาพและสุขภาวะ&nbsp; &nbsp;นอกจากนั้น ในปัจจุบันการเลือกใช้เครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกนั้น ไม่เพียงเพราะอ่อนโยนกับผิว แต่ผู้บริโภคยังต้องการให้ได้ประโยชน์อื่นๆจากเครื่องสำอางด้วย เช่น การลดริ้วรอยและเพิ่มความกระจ่างใส หรือป้องกันแสงยูวี ฯลฯ ทำให้บริษัทผู้ผลิตต่างพยายามพัฒนาสินค้าให้มีการทำงาน หรือฟังชั่นที่ผู้บริโภคมุ่งหวัง&nbsp;นอกจากนั้นยังเน้นให้เห็นถึงความใส่ใจกับสภาวะแวดล้อม เช่น การใช้กระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามระดับราคาของเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิกสูงกว่าเครื่องสำอางทั่วไปค่อนข้างมาก เนื่องจากวัตถุดิบธรรมชาติและออร์กานิกมีราคาสูง กระบวนการผลิตก็มักจะต้องใช้กระบวนการที่ซับซ้อนมีต้นทุนสูง&nbsp; บรรจุภัณฑ์อาจจำเป็นต้องใช้ระดับพรีเมี่ยมเพื่อคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ความท้าทายของอุตสาหกรรมนี้คือการลดระดับราคาเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์กานิกเพื่อให้ไม่ต่างจากเครื่องสำอางปกติมากนักก็จะสามารถกระตุ้นความต้องการให้เพิ่มมากขึ้นได้</span></span></p><p style=\"line-height:20.0pt;margin-bottom:0mm;tab-stops:42.55pt 163.05pt 262.25pt 304.8pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\"><strong>ข้อคิดเห็นสำหรับผู้ผลิตผู้ส่งออกไทย</strong></span></span></p><p style=\"line-height:normal;margin-bottom:0mm;tab-stops:42.55pt 163.05pt 262.25pt 304.8pt;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; นอกจากการใช้วัตถุดิบธรรมชาติและออร์แกนิกแล้ว การสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตผู้ส่งออกไทยควรศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนาสินค้าที่มีฟังก์ชั่นหรือการทำงานที่เทียบเท่าหรือมากกว่าเครื่องสำอางปกติเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคในปัจจุบันมุ่งหวังจากเครื่องสำอางธรรมชาติและออร์แกนิก ซึ่งจะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้า นอกจากนั้นควรสร้างแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ของการให้ความใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ทั้งในกระบวนการผลิตและการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การมีแนวคิดที่ชัดเจนของแบรนด์ ประวัติความเป็นมาของการพัฒนา และกระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็นสิ่งที่สร้างความเข้าใจและความนิยมต่อแบรนด์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่และกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำของลูกค้าเดิม&nbsp;</span></span></p><p style=\"line-height:normal;margin-bottom:0mm;text-align:justify;text-justify:inter-ideograph;\">&nbsp;</p><p style=\"line-height:normal;margin:0mm 0mm 0mm 36.0pt;text-align:right;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><i><span lang=\"TH\">กุมภาพันธ์&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">2569</span></i></span></p><p style=\"line-height:normal;margin:0mm 0mm 0mm 36.0pt;text-align:right;\">&nbsp;</p><p style=\"line-height:normal;margin:0mm 0mm 0mm 49.6pt;tab-stops:3.3pt;text-indent:-49.6pt;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"EN-US\">&nbsp;</span></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"TH\"><u>ที่มาข้อมูล&nbsp;</u></span></i></span></p><ol style=\"padding-left:62px;\"><li><p style=\"line-height:16.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:-9.7pt;margin-top:0mm;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"TH\">รายงานเรื่อง “</span><span lang=\"EN-US\">The natural and organic cosmetics 2025” (</span></i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:8.0pt;\"><i>自然派・オーガニック化粧品市場</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:8.0pt;\"><i>&nbsp;</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"TH\">2025</span></i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:8.0pt;\"><i>年</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">)&nbsp; </span><span lang=\"TH\">โดย&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">Yano Research Institute 18&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ธค. 2025 (</span></i></span><a target=\"_blank\" rel=\"noopener noreferrer\" href=\"https://www.nikkei.com/article/DGXZRSP700313_U5A201C2000000/\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">https://www.nikkei.com/article/DGXZRSP</span><span lang=\"TH\">700313</span><span lang=\"EN-US\">_U</span><span lang=\"TH\">5</span><span lang=\"EN-US\">A</span><span lang=\"TH\">201</span><span lang=\"EN-US\">C</span><span lang=\"TH\">2000000/</span></i></span></a><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"TH\"> )</span></i></span></p></li><li><p style=\"line-height:16.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:-9.7pt;margin-top:0mm;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">Japan Natural and Organic Cosmetics Association (</span></i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:8.0pt;\"><i>一般社団法人日本ナチュラル・オーガニックコスメ協会</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i> <span lang=\"EN-US\">)&nbsp;</span></i></span><a target=\"_blank\" rel=\"noopener noreferrer\" href=\"https://jnoca.or.jp/\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">https://jnoca.or.jp/</span></i></span></a></p></li><li><p style=\"line-height:16.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:-9.7pt;margin-top:0mm;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"TH\">รายงานเรื่อง “</span><span lang=\"EN-US\">The trend of raw materials for natural and organic cosmetics” (</span></i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:8.0pt;\"><i>ナチュラル・オーガニック化粧品原料の動向・トレンドまとめ</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\"> )&nbsp;</span><span lang=\"TH\">โดย&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">Syukan Syogyo Publishing Co.,Ltd.</span></i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:14.0pt;\"><i>　</i></span><a target=\"_blank\" rel=\"noopener noreferrer\" href=\"https://www.syogyo.jp/matome/2018/03/post_020632\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">https://www.syogyo.jp/matome/2018/03/post_020632</span></i></span></a></p></li><li><p style=\"line-height:16.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:-9.7pt;margin-top:0mm;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"TH\">รายงานเรื่อง “</span><span lang=\"EN-US\">The output report on sustanable cosmetics in Japan and in the world in 2026</span><span lang=\"TH\">”</span><span lang=\"EN-US\"> (</span><span lang=\"TH\">2026</span></i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:8.0pt;\"><i>年における日本および世界の「サステナブルコスメ</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:8.0pt;\"><i>&nbsp;</i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:8.0pt;\"><i>市場に関する展望レポート</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i> <span lang=\"TH\">) โดย&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">Mother Earth Co., Ltd &nbsp; 4&nbsp;</span><span lang=\"TH\">มค.&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">2</span><span lang=\"TH\">026</span><span lang=\"EN-US\">&nbsp; </span></i></span><a target=\"_blank\" rel=\"noopener noreferrer\" href=\"https://www.motherearth-jp.com/\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">https://www.motherearth-jp.com/</span></i></span></a><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">&nbsp;</span></i></span></p></li><li><p style=\"line-height:16.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:-9.7pt;margin-top:0mm;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"TH\">รายงานเรื่อง “</span><span lang=\"EN-US\">The market size of Japanese organic marketin 2035” (</span></i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:8.0pt;\"><i>日本オーガニック化粧品市場規模</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i> <span lang=\"TH\">2035 โดย&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">KD Market Inside Co., Ltd.&nbsp; </span><span lang=\"TH\">2025</span><span lang=\"EN-US\">_</span><span lang=\"TH\">10</span><span lang=\"EN-US\">_</span><span lang=\"TH\">02</span><span lang=\"EN-US\">&nbsp; </span></i></span><a target=\"_blank\" rel=\"noopener noreferrer\" href=\"https://www.kdmarketinsights.jp/report-analysis/japan-organic-cosmetics-market/700\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">https://www.kdmarketinsights.jp/report-analysis/japan-organic-cosmetics-market/700</span></i></span></a><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">&nbsp;</span></i></span></p></li><li><p style=\"line-height:16.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:-9.7pt;margin-top:0mm;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"TH\">รายงานเรื่อง “</span><span lang=\"EN-US\">Japanese natural and organic cosmetics market is expected to grow to 2.26 billions US dollars by year 2032</span><span lang=\"TH\">”</span><span lang=\"EN-US\"> (</span></i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:8.0pt;\"><i>日本自然派およびオーガニック化粧品市場は</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:12.0pt;\"><i><span lang=\"TH\">2032</span></i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:8.0pt;\"><i>年までに</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:12.0pt;\"><i><span lang=\"TH\">22.6</span></i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:8.0pt;\"><i>億米ドルに達する見込み</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i> <span lang=\"EN-US\">)&nbsp;</span><span lang=\"TH\">โดย&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">NEWSCAST &nbsp;18&nbsp;</span><span lang=\"TH\">มค. 2025</span><span lang=\"EN-US\">&nbsp; </span></i></span><a target=\"_blank\" rel=\"noopener noreferrer\" href=\"https://www.atpress.ne.jp/news/7325129\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">https://www.atpress.ne.jp/news/7325129</span></i></span></a><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">&nbsp;</span></i></span></p></li><li><p style=\"line-height:16.0pt;margin-bottom:0mm;margin-right:-9.7pt;margin-top:0mm;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"TH\">รายงานเรื่อง “</span><span lang=\"EN-US\">The size of Japanese organic cosmetics market, estimation for 2025-2033” (</span></i></span><span style=\"font-family:&quot;ＭＳ 明朝&quot;,serif;font-size:8.0pt;\"><i>日本のオーガニック化粧品市場規模</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:8.0pt;\"><i>&nbsp;</i></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span>&nbsp;</span><span lang=\"TH\">) โดย&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">Panorama Data Insights &nbsp;</span></i></span><a target=\"_blank\" rel=\"noopener noreferrer\" href=\"https://www.panoramadatainsights.jp/industry-report/japan-organic-cosmetics-market\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><i><span lang=\"EN-US\">https://www.panoramadatainsights.jp/industry-report/japan-organic-cosmetics-market</span></i></span></a></p></li></ol>","publish_date":"2026-02-25T10:00:00.000","current_publish":"2026-02-25T16:00:19.351","timezone":null,"generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":{"id":159,"documentId":"lhv663p5sv8otu1muwifndpm","firstname":"Pannee Suwantupinton","lastname":"","username":"Pannee","preferedLanguage":null,"createdAt":"2025-06-09T15:30:16.808","updatedAt":"2025-11-06T15:58:46.191","publishedAt":"2025-06-09T15:30:16.809"},"updatedBy":{"id":159,"documentId":"lhv663p5sv8otu1muwifndpm","firstname":"Pannee Suwantupinton","lastname":"","username":"Pannee","preferedLanguage":null,"createdAt":"2025-06-09T15:30:16.808","updatedAt":"2025-11-06T15:58:46.191","publishedAt":"2025-06-09T15:30:16.809"}},{"id":638405,"documentId":"i6fnl4igyqwvphjk3ougjpa8","title":"อุตสาหกรรมภาพยนตร์และละครในเกาหลีใต้","tag":null,"number_read":148,"number_share":null,"link_url":null,"createdAt":"2025-07-21T11:45:08.163","updatedAt":"2026-08-27T14:22:07.557","publishedAt":"2026-08-27T14:22:07.609","locale":"th","content_html":null,"publish_date":"2025-07-21T11:52:17.036","current_publish":"2025-07-21T11:52:17.036","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":{"id":234,"documentId":"hf4oexpq5qpv2ozhn9ym6gkq","firstname":"Sung-hoon","lastname":"Kang","username":"Sung-hoon","preferedLanguage":null,"createdAt":"2025-06-10T10:20:48.147","updatedAt":"2025-11-06T16:40:21.805","publishedAt":"2025-06-10T10:20:48.147"},"updatedBy":{"id":55,"documentId":"qe0x2l6mithm19unf8k1czyw","firstname":"นางสาววริศรา","lastname":"ขันถม","username":"Warisara","preferedLanguage":"th","createdAt":"2025-06-09T09:49:29.921","updatedAt":"2026-02-11T14:06:10.905","publishedAt":"2025-06-09T09:49:29.921"}},{"id":667593,"documentId":"alitznifmnjcwy791182oo01","title":"ไต้หวันกับการก้าวสู่ \"ซิลิคอนวัลเลย์แห่งหุ่นยนต์ AI\"","tag":null,"number_read":130,"number_share":null,"link_url":null,"createdAt":"2025-07-31T09:05:52.517","updatedAt":"2026-09-10T03:02:30.716","publishedAt":"2026-09-10T03:02:30.758","locale":"th","content_html":"<p style=\"line-height:18.0pt;margin-bottom:0cm;tab-stops:list 36.0pt;text-align:justify;text-indent:36.0pt;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"color:black;font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">เมื่อวันที่&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">22&nbsp;</span><span lang=\"TH\">กรกฎาคมที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมในไต้หวันได้ก่อตั้ง</span><span lang=\"EN-US\"> \"</span><span lang=\"TH\">พันธมิตรอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ </span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">แห่งไต้หวัน\" (</span><span lang=\"EN-US\">Taiwan AI Robot Alliance)&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ขึ้นอย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม หุ่นยนต์&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ของไต้หวัน โดยมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนมูลค่าการผลิตของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ </span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ของไต้หวันให้มีมูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท ภายในปี&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">2</span><span lang=\"TH\">573 และกลายเป็นซิลิคอนวัลเลย์แห่งหุ่นยนต์&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ที่จะเข้ามาเป็นอุตสาหกรรมหลักอีกหนึ่งอุตสาหกรรมเคียงข้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อันแข็งแกร่งของไต้หวัน</span></span></p><p style=\"line-height:18.0pt;margin-bottom:0cm;tab-stops:list 36.0pt;text-align:justify;text-indent:36.0pt;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"color:black;font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">พันธมิตรอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ </span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">แห่งไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือของ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">6&nbsp;</span><span lang=\"TH\">สมาคมอุตสาหกรรมชั้นนำ ได้แก่ สมาคมระบบอัตโนมัติอัจฉริยะและหุ่นยนต์แห่งไต้หวัน สมาคมอุตสาหกรรมคลาวด์และ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">IoT&nbsp;</span><span lang=\"TH\">แห่งไต้หวัน สมาคมคอมพิวเตอร์ไทเป สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แห่งไต้หวัน สมาคมเครื่องจักรกลแห่งไต้หวัน และสมาคมเครื่องมือเครื่องจักรและชิ้นส่วนแห่งไต้หวัน การรวมตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งว่า การพัฒนาหุ่นยนต์&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">นั้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มและการบูรณาการระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศของหุ่นยนต์&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ที่สมบูรณ์แบบและขับเคลื่อนการผลิตในไต้หวันให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีจุดมุ่งหมายหลักที่จะการขับเคลื่อนมูลค่าอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ </span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ของไต้หวันให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วย</span></span><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">วิสัยทัศน์ </span><span lang=\"EN-US\">4 </span><span lang=\"TH\">ประการ ที่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ได้แก่&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">1</span><span lang=\"TH\">)&nbsp;การบ่มเพาะบุคลากร: มุ่งเน้นการสร้างและพัฒนาผู้มีความสามารถในสาขา </span><span lang=\"EN-US\">AI </span><span lang=\"TH\">และหุ่นยนต์ ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การแข่งขัน และการฝึกอบรม 2) ความเป็นอิสระของการผลิตภายในประเทศ: ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของชิ้นส่วนสำคัญและระบบหลัก เพื่อสร้างความมั่นคงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 3) การนำไปใช้งานจริง: ส่งเสริมการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์ </span><span lang=\"EN-US\">AI </span><span lang=\"TH\">ในภาคอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">8&nbsp;</span><span lang=\"TH\">สาขาเป้าหมาย ได้แก่ การแพทย์</span><span lang=\"EN-US\">,&nbsp;</span><span lang=\"TH\">โลจิสติกส์</span><span lang=\"EN-US\">,&nbsp;</span><span lang=\"TH\">เกษตรกรรม</span><span lang=\"EN-US\">,&nbsp;</span><span lang=\"TH\">การผลิต</span><span lang=\"EN-US\">,&nbsp;</span><span lang=\"TH\">การดูแล</span><span lang=\"EN-US\">,&nbsp;</span><span lang=\"TH\">การบริการอาหาร</span><span lang=\"EN-US\">,&nbsp;</span><span lang=\"TH\">การกู้ภัย และการตรวจสอบ 4) มูลค่าการผลิตใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น: เพิ่มส่วนแบ่งตลาดและขยายฐานรายได้จากทั้งในไต้หวันและต่างประเทศ</span></span><span style=\"color:black;font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\"> พันธมิตรฯ จะดำเนินงานผ่าน&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">3&nbsp;</span><span lang=\"TH\">แผนการหลัก ได้แก่ \"การแข่งขันครั้งใหญ่</span><span lang=\"EN-US\">\", \"</span><span lang=\"TH\">การดำเนินงานครั้งใหญ่</span><span lang=\"EN-US\">\"&nbsp;</span><span lang=\"TH\">และ \"การจัดแสดงครั้งใหญ่</span><span lang=\"EN-US\">\"&nbsp;</span><span lang=\"TH\">เพื่อนำเสนอศักยภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจ อันจะทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายมูลค่าการผลิตรวมในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ </span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">หุ่นยนต์ที่มากกว่า 1.1 ล้านล้านบาทในปี&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">2</span><span lang=\"TH\">573</span></span></p><p style=\"line-height:18.0pt;margin-bottom:0cm;tab-stops:list 36.0pt;text-align:justify;text-indent:36.0pt;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"color:black;font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ทั้งนี้ รองประธานาธิบดีเซียวเหม่ยฉิน ได้ย้ำถึงความสำคัญของ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">และหุ่นยนต์ในฐานะ</span><span lang=\"EN-US\"> \"</span><span lang=\"TH\">กลไกขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่\" ซึ่งจะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและแก้ไขปัญหาสำคัญทางสังคม โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมสูงอายุและการขาดแคลนแรงงาน โดยเน้นย้ำว่าการปฏิวัตินี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนแรงงานมนุษย์ แต่เพื่อส่งเสริม</span><span lang=\"EN-US\"> \"</span><span lang=\"TH\">การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร\" เพื่อสร้างมูลค่าที่สูงขึ้น ในขณะที่สมาคมระบบอัตโนมัติอัจฉริยะและหุ่นยนต์ ชี้ว่า หุ่นยนต์เป็น</span><span lang=\"EN-US\"> \"</span><span lang=\"TH\">กลไกสำคัญในการนำเทคโนโลยี </span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ไปใช้งานจริง\" เนื่องจากหุ่นยนต์มีระบบที่ซับซ้อนซึ่งรวมเอาเทคโนโลยีหลากหลายแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ไต้หวันซึ่งมีรากฐานที่แข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทานทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อยู่แล้ว จึงถือเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อการยกระดับหุ่นยนต์ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง</span></span></p><p style=\"line-height:18.0pt;margin-bottom:0cm;tab-stops:list 36.0pt;text-align:right;text-indent:36.0pt;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">ที่มา</span><span lang=\"EN-US\">: Economic Daily News, Yahoo! News (23 July 2025)</span></span></p><p style=\"line-height:18.0pt;margin-bottom:0cm;tab-stops:list 36.0pt;text-indent:36.0pt;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\"><strong>ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นของ สคต.</strong></span></span></p><p style=\"line-height:20.0pt;margin:6.0pt 0cm 0cm;tab-stops:list 36.0pt;text-align:justify;text-indent:36.0pt;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"color:black;font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span lang=\"TH\">การดำเนินการเชิงรุกของไต้หวันในการผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ </span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">เป็นสัญญาณสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม จุดนี้อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องวิเคราะห์และเตรียมพร้อม เพื่อคว้าโอกาสและรับมือกับความท้าทายที่กำลังจะมาถึง ทั้งในส่วนของการเรียนรู้จากโมเดลความร่วมมือแบบองค์รวม </span><span lang=\"EN-US\">\"</span><span lang=\"TH\">พันธมิตรอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ </span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">แห่งไต้หวัน\" คือตัวอย่างที่ดีของ การรวมพลังระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคการศึกษาและสมาคม ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรศึกษาโมเดลนี้และพิจารณาการสร้างความร่วมมือที่คล้ายคลึงกันภายในประเทศ เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและองค์ความรู้ด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน การผนึกกำลังเช่นนี้จะช่วยให้ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงขึ้น และช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระยะยาว อีกทั้งยังควรส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาและศูนย์วิจัยของไทย สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันและบริษัทในไต้หวัน เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ใหม่ๆ เช่น การพัฒนาอัลกอริทึมสำหรับ&nbsp;</span><span lang=\"EN-US\">AI&nbsp;</span><span lang=\"TH\">ในบริบทการใช้งานเฉพาะของไทย หรือการออกแบบหุ่นยนต์สำหรับภาคเกษตรกรรมและบริการ ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยต่อไป เพื่อรองรับอนาคตที่กำลังจะเปลี่ยนไป</span></span></p>","publish_date":"2025-07-31T09:05:52.793","current_publish":"2025-07-31T09:05:52.793","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":{"id":283,"documentId":"zcbx46niylc7add9k5p9guw2","firstname":"นายธีรศักดิ์","lastname":"เธียรธนธัญธรณ","username":"Dhirasak Thienthanathanthon","preferedLanguage":null,"createdAt":"2025-06-17T15:05:42.746","updatedAt":"2026-07-21T15:55:56.037","publishedAt":"2025-06-17T15:05:42.747"},"updatedBy":{"id":283,"documentId":"zcbx46niylc7add9k5p9guw2","firstname":"นายธีรศักดิ์","lastname":"เธียรธนธัญธรณ","username":"Dhirasak Thienthanathanthon","preferedLanguage":null,"createdAt":"2025-06-17T15:05:42.746","updatedAt":"2026-07-21T15:55:56.037","publishedAt":"2025-06-17T15:05:42.747"}},{"id":167906,"documentId":"u940c4iob65dzl0j47o3jxk7","title":"รายงานเชิงลึก : การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในจีน","tag":[],"number_read":1,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2023-06-30T04:16:50.000","updatedAt":"2025-08-27T14:45:32.467","publishedAt":"2025-08-27T14:45:32.512","locale":"th","content_html":"“สคต.คุนหมิงขอแนะนำผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสินค้าสู่ตลาดจีนให้ดำเนิน             การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศจีน เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ และไม่ให้สินค้าของผู้ประกอบการถูกละเมิด รวมถึงปัญหาการแย่งชิงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยนักธุรกิจชาวจีน”\r\nกฎหมายการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า มาตราที่ 4 และข้อปฏิบัติการทะเบียนเครื่องหมายการค้า มาตราที่ 13 ระบุว่า บุคคลธรรมดา นิติบุคคลหรือองค์กรอื่นๆที่ได้ดำเนินกิจการผลิตสินค้า ซึ่งมีความประสงค์จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อมีสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้านั้น จะต้องยื่นเรื่องขอทะเบียนเครื่องหมายการค้าไปยังสำนักเครื่องหมายการค้าของสำนักงานบริหารอุตสาหกรรมและการค้าแห่งชาติจีน  (Trademark Office of the State Administration for Industry &amp; Commerce of China)           การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่จีนแบ่งประเภทเครื่องหมายการค้าเป็น 45 กลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับการแบ่งประเภทตามมาตรฐานสากลของ WIPO ในจำนวนนี้แบ่งออกเป็นสินค้า 34 กลุ่ม และบริการ 11 กลุ่ม เครื่องหมายการค้าที่ใช้กับสินค้าจะถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้าสินค้า และเครื่องหมายการค้าที่ใช้กับบริการจะถือว่าเป็นเครื่องหมายบริการ\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nเครื่องหมายการค้าจะได้รับความคุ้มครองในประเทศจีน เมื่อได้จดทะเบียนต่อสำนักงานเครื่องหมายการค้าแห่งประเทศจีน\r\n<ol>\r\n \t<li><strong> สิ่งที่ได้รับความคุ้มครอง/นิยาม</strong></li>\r\n</ol>\r\n“เครื่องหมายการค้า” หมายความว่า เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายสำหรับสินค้าหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างจากสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น\r\n\r\nเครื่องหมายการค้าที่จะได้รับจดทะเบียนได้จะต้องมีลักษณะเฉพาะที่เพียงพอ และมีข้อกำหนดดังนี้\r\n\r\n- ต้องเป็นเครื่องหมายที่สามารถแยกให้เห็นถึงความแตกต่างของสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนกับสินค้าของบุคคลอื่น\r\n\r\n- ต้องไม่เป็นเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้รับ    การจดทะเบียนำไว้ก่อนแล้ว\r\n\r\n- ต้องไม่เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันกับชื่อรัฐ ธงประจำชาติ สัญลักษณ์ประจำชาติ หรือเครื่องอิสริยาภรณ์ของจีน\r\n\r\n- ต้องไม่เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับธง สัญลักษณ์หรือชื่อขององค์การระหว่างประเทศ\r\n\r\n- ต้องไม่เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับสัญลักษณ์หรือชื่อเครื่องหมายกาชาด\r\n\r\n- ต้องไม่เป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงคุณลักษณะ วัตถุดิบหลัก หน้าที่ การใช้ น้ำหนัก ปริมาณหรือลักษณะพิเศษอื่น ๆ ของสินค้าที่ใช้กับเครื่องหมาย\r\n\r\n- ต้องไม่เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะเป็นการแบ่งแยกชนชาติ\r\n\r\n- ต้องไม่เป็นเครื่องหมายที่มีลักษณะฉ้อฉลโดยการโฆษณาสินค้า\r\n\r\n- ต้องไม่เป็นเครื่องหมายที่ขัดต่อประเพณีหรือศีลธรรมอันดีของสังคม\r\n<ol start=\"2\">\r\n \t<li><strong> สิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้า</strong></li>\r\n</ol>\r\nเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าที่ได้รับการจดทะเบียนนั้นในประเทศจีนและมีสิทธิห้ามบุคคลอื่นใช้เครื่องหมายการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต\r\n\r\nสำหรับในกรณีเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป เจ้าของเครื่องหมายการค้า  ดังกล่าวจะมีสิทธิและได้รับความคุ้มครอง ดังนี้\r\n\r\n2.1 เจ้าของเครื่องหมายการค้าจะได้รับการยอมรับว่าเครื่องหมายการค้าของตนเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป และสามารถขอรับจดทะเบียน หรือบังคับใช้สิทธิในกรณีละเมิดเครื่องหมายการค้าของตนอย่างเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป\r\n\r\n2.2 เจ้าของเครื่องหมายการค้าจะได้รับการยอมรับว่าเครื่องหมายการค้าของตนเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปในกรณีมีการดำเนินคดี หรือมีการโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้าและการยอมรับดังกล่าวจะหนักแน่นขึ้นในกรณีมีการโต้แย้งครั้งต่อไป\r\n\r\n2.3 ศาลของจีนสามารถพิจารณาได้ด้วยตนเองว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องปรึกษากับสำนักเครื่องหมายการค้าหรือคณะกรรมการอุทรธรณ์\r\n\r\n2.4 การยอมรับว่าเครื่องหมายนั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป เป็นการให้ความคุ้มครอง เพื่อมิให้บุคคลภายนอกใช้หรือขอจดทะเบียนเครื่องหมายที่เหมือนหรือที่คล้านกันกับสินค้าหรือบริการที่ไม่เหมือนกัน หรือการจดทะเบียนชื่อบริษัทหรือชื่อทางการค้า\r\n<ol start=\"3\">\r\n \t<li>อายุความคุ้มครอง : เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนในจีนแล้วจะมีอายุความคุ้มครอง 10 ปี นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียน และสามารถต่ออายุความคุ้มครองได้อีกครั้งละ 10 ปี</li>\r\n \t<li><strong>ช่องทางการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า</strong></li>\r\n</ol>\r\nการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสามารถดำเนินการตาม 4 ช่องทาง ดังนี้\r\n\r\n4.1 ดำเนินการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าผ่านหน่วยงานตัวแทนรับจดเครื่องหมายการค้า\r\n\r\n4.2 ผู้ยื่นเรื่องยื่นเรื่องไปที่สำนักเครื่องหมายการค้าด้วยตัวเอง\r\n\r\nที่อยู่: No.1, Cha Ma Nan Street, <a href=\"https://www.baidu.com/link?url=HAR7IBFuZqoMyc-vwxPfsuS9hSr2o7oSvm3VlQJpYqJV2xrDPFub0zqs5UgQykXkeGT9l1w23VJx8lQHFXXudr5BfPkP-y59PAXlM6zZHZWrU2MzJscj2AJ7HXpULhkE&amp;wd=&amp;eqid=98159eb7000012ab00000004594cb8c2\">Xicheng District</a>, Beijing (北京市西城区茶马南街1号)\r\n\r\nเวลาทำการ: 8:30-11:30    13:30-16:30\r\n\r\nเบอร์โทร: 86-10-63218422  86-10-63218423  86-10-63256488\r\n\r\nหรือผู้ยื่นเรื่องสามารถขอยื่นเรื่องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ที่สำนักเครื่องหมายการค้า ประจำโซนสาธิตนวัตกรรมอิสระแห่งชาติจีน หมู่บ้าน Zhongguan ที่อยู่: Office Room No. 205, 2<sup>nd</sup> Floor, The State Administration for Industry &amp; Commerce, No. 36, Suzhou Street, Haidian District, Beijing\r\n\r\n(北京市海淀区苏州街36号北京市工商行政管理局二层205办公室)\r\n\r\n4.3 ผู้ยื่นเรื่องสามารถยื่นเรื่องไปที่สำนักงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าประจำท้องถิ่นนั้นๆ ปัจจุบันในมณฑลยูนนานมีสำนักงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอยู่ที่\r\n<ul>\r\n \t<li>เมืองคุนหมิง ที่อยู่: No. 376, Rixin East Road, Xishan District, Kunming City, Yunnan (云南省昆明市西山区日新东路376号) เบอร์โทร: 0871-64568947, 0871－64566131</li>\r\n \t<li>เมืองยู่ซี ที่อยู่: 1<sup>st</sup> Floor, Administrative Committee Hall, Gaoxin District, No. 86, Fuxian Road, Yuxi (玉溪市抚仙路86号高新区管委会政务大厅一楼) เบอร์โทร: 0877-2014844</li>\r\n</ul>\r\n4.4 ผู้ยื่นเรื่องสามารถยื่นเรื่องผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ของสำนักเครื่องหมายการค้า เว็บไซต์: <a href=\"https://sbj.cnipa.gov.cn/sbj/index.html\">https://sbj.cnipa.gov.cn/sbj/index.html</a>\r\n<ol start=\"5\">\r\n \t<li><strong>ขั้นตอนการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า</strong></li>\r\n</ol>\r\n5.1 ผู้ยื่นเรื่องสามารถเลือกหน่วยงานหรือบริษัทตัวแทนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ทางสำนักเครื่องหมายการค้ากำหนดไว้ได้ โดยรายชื่อหน่วยงานหรือบริษัทตัวแทนที่กำหนดไว้นั้นสามารถดูได้ทางเว็บไซต์ของสำนักเครื่องหมายการค้า\r\n\r\n<a href=\"https://wssq.sbj.cnipa.gov.cn:9443/tmsve/agentInfo_getAgentDljg.xhtml\">https://wssq.sbj.cnipa.gov.cn:9443/tmsve/agentInfo_getAgentDljg.xhtml</a> หรือเข้าเว็บไซต์หน้าหลัก <a href=\"https://sbj.cnipa.gov.cn/sbj/index.html%20คลิก\">https://sbj.cnipa.gov.cn/sbj/index.html คลิก</a>ไปที่ Trademark Agency (商标代理)\r\n<ul>\r\n \t<li>หากผู้ยื่นเรื่องเป็นองค์กรหรือบริษัท จะต้องยื่นสำเนาเอกสารแสดงตัวตน (เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบธุรกิจ) หากผู้ยื่นเรื่องเป็นบุคคลธรรมดา จะต้องยื่นสำเนาบัตรประชน และสำเนาใบ “Individual-owned Business License” หรือสำเนาสัญญาการจัดการที่ดินชนบท</li>\r\n</ul>\r\n5.2 หากผู้ยื่นเรื่องต้องการยื่นเรื่องด้วยตัวเอง จะต้องไปยื่นเรื่องที่สำนักเครื่องหมายการค้า ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้\r\n\r\nตรวจสอบเครื่องหมายการค้า à เตรียมใบสมัครขอจดทะเบียน à ยื่นใบสมัครขอจดทะเบียนที่ช่องให้บริการรับจดทะเบียน à ยืนยันการส่งใบสมัครขอจดทะเบียนตามหมายเลขช่องให้บริการ à จ่ายค่าจดทะเบียน à รับใบเสร็จ\r\n<ul>\r\n \t<li>กรอกแบบฟอร์มและปริ้นท์ใบ “ใบสมัครขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า” หากผู้ยื่นเรื่องเป็นองค์กรหรือบริษัท จะต้องปั้มตราปั้มขององค์กรหรือบริษัท แต่ถ้าหากผู้ยื่นเรื่องเป็นบุคคลธรรมดา จะต้องเซ็นชื่อให้เรียบร้อย</li>\r\n</ul>\r\nหลังจากผู้ยื่นเรื่องได้รับใบเสร็จแล้ว จะถือว่าการยื่นขอจดทะเบียนสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำนักเครื่องหมายการค้าจะส่งเอกสารต่างๆให้กับผู้ยื่นเรื่อง ขั้นตอนการตรวจสอบกรุณาอ่าน “แผนผังขั้นตอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า” และหลังจากผู้ยื่นเรื่องได้รับ “หนังสือแจ้งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า” ก็สามารถไปรับ “ใบรับรองการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า” ได้ที่สำนักเครื่องหมายการค้า\r\n\r\n5.3 หากผู้ยื่นเรื่องไม่สะดวกไปยื่นเรื่องที่สำนักเครื่องหมายการค้าก็สามารถยื่นใบสมัครและเอกสารต่าง ๆ ที่ช่องให้บริการ ณ สำนักงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าประจำท้องถิ่นนั้นๆได้ด้วยตัวเอง\r\n\r\n5.4 หากผู้ยื่นเรื่องไม่สะดวกไปยื่นเรื่องด้วยตัวเอง สามารถเลือกช่องทางยื่นเรื่องขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทางออนไลน์ได้ เว็บไซต์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเวอร์ชั่นใหม่นี้ได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2560 โดยสามารถจ่ายค่าจดทะเบียนทางออนไลน์ได้ ผู้ยื่นเรื่องจะต้องเข้าเว็บไซต์ https://sbj.cnipa.gov.cn/sbj/index.html คลิกไปที่ Trademark Online Application (商标网上申请) และสมัครสมาชิก หลังจากได้รับการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วก็สามารถยื่นใบสมัครขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ หากเป็นสมาชิกอยู่แล้วก็สามารถยื่นใบสมัครได้เลย\r\n<ol start=\"6\">\r\n \t<li><strong>การตรวจสอบก่อนขอยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า</strong></li>\r\n</ol>\r\nหากการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่ผ่าน ผู้ยื่นเรื่องจะไม่สามารถขอคืนเงินได้ และ     หากต้องการขอยื่นเรื่องใหม่ก็จะใช้เวลาค่อนข้างนาน อีกทั้งการยื่นเรื่องใหม่นี้ก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าจะผ่านหรือไม่ ดังนั้น ก่อนทำการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ผู้ยื่นเรื่องจำเป็นต้องตรวจสอบเครื่องหมายการค้าที่จะใช้ในการจดก่อน หลังจากผลการตรวจสอบออกมาแล้วค่อยยื่นใบสมัคร ซึ่งผู้ยื่นเรื่องสามารถตรวจสอบเครื่องหมายการค้าได้ที่เว็บไซต์สำนักเครื่องหมายการค้า <a href=\"https://sbj.cnipa.gov.cn/sbj/index.html%20หลังจาก\">https://sbj.cnipa.gov.cn/sbj/index.html หลังจาก</a>นั้นให้คลิกที่ Trademark Search Online (商标网上查询) และดำเนินการตรวจสอบได้ทันที สำหรับมาตรฐานการตรวจสอบนั้นสามารถอ่านได้ในเว็บไซต์สำนักเครื่องหมายการค้าดังกล่าวข้างต้น\r\n\r\n<img class=\"size-full wp-image-138848 aligncenter\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2023/07/Weixin-Image_20230719114038.png\" alt=\"\" width=\"731\" height=\"737\" />\r\n<ol start=\"8\">\r\n \t<li><strong> ช่องทางการชำระเงิน</strong></li>\r\n</ol>\r\n8.1 ยื่นขอด้วยตนเอง\r\n<ul>\r\n \t<li>หากหน่วยงานตัวแทนเป็นผู้ใช้งานเว็บไซต์ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าออนไลน์ ระบบจะแจ้งเตือนการชำระเงิน และจะต้องลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อชำระเงินทางระบบออนไลน์</li>\r\n \t<li>หากหน่วยงานตัวแทนไม่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานอย่างเป็นทางการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็จำเป็นต้องลงทะเบียนก่อน เพื่อเข้าระบบชำระเงิน</li>\r\n</ul>\r\n8.2 ยื่นขอด้วยตนเอง\r\n<ul>\r\n \t<li>ผู้ยื่นขอยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าออนไลน์ ระบบจะแจ้งเตือนการชำระเงิน และจะต้องลงชื่อเข้าใช้งานเพื่อชำระเงินทางระบบออนไลน์</li>\r\n \t<li>ผู้ยื่นขอไม่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานอย่างเป็นทางการบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็จำเป็นต้องลงทะเบียนก่อน เพื่อเข้าระบบชำระเงิน</li>\r\n</ul>\r\nหมายเหตุ: - รูปแบบการกรอกแบบฟอร์มต่างๆจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานบริหารอุตสาหกรรมและการค้าแห่งชาติจีน ซึ่งสามารถดาวน์โหลดดูได้จากเว็บไซต์ของสำนักเครื่องหมายการค้า โดยมีข้อกำหนดให้ใช้กระดาษ A4 ปริ้นท์ การยื่นเอกสารขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 1 ชุด ใช้ได้กับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำนวน 1 เครื่องหมายเท่านั้น หากต้องการจดทะเบียนหลายเครื่องหมาย จะต้องยื่นเอกสารหลายชุดตามจำนวนที่ต้องการจด พร้อมทั้งต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น\r\n\r\n- เว็บไซต์สำนักเครื่องหมายการค้า https://sbj.cnipa.gov.cn/sbj/index.html\r\n<ol start=\"9\">\r\n \t<li><strong>การละเมิด</strong></li>\r\n</ol>\r\nบุคคลใดกระทำการดังต่อไปนี้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้า\r\n\r\n9.1 การจงใจจัดหาให้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกในการกระทำละเมิดต่อสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของบุคคลอื่นในการใช้เครื่องหมายการค้า เช่น การเก็บสินค้า การขนส่ง การติดต่อทางจดหมาย หรือ การซุกซ่อน\r\n\r\n9.2 การใช้คำที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นชื่อในทางธุรกิจ และทำให้ปรากฏเห็นอย่างชัดเจนบนสินค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับสินค้าที่จะจดทะเบียน จนทำให้สาธารณชนเกิดความสับสน\r\n\r\n9.3 การทำซ้ำ เลียนแบบ หรือแปลเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป หรือ          การกระทำการดังกล่าวต่อส่วนที่เป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายการค้านั้น และใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวอย่างแพร่หลายกับสินค้าที่ไม่เหมือนหรือคล้ายกัน ที่ทำให้สาธารณชนเกิดความสับสนหลงผิด และอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป\r\n\r\n9.4 การจดทะเบียนคำที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนของบุคคลอื่นที่เป็นโดเมนเนม และการใช้เครื่องหมายดังกล่าวในการดำเนินธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์กับสินค้าที่เกี่ยวข้องกัน จนทำให้สาธารณชนเกิดความสับสน\r\n\r\nทั้งนี้ หากเกิดการละเมิดเครื่องหมายการค้า ผู้ถูกละเมิดอาจดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว โดยยื่นคำฟ้องต่อศษล และต้องยื่นคำฟ้องภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่รู้ว่าเกิดการละเมิดในเครื่องหมายการค้า โทษสำหรับผู้ละเมิด คือ ค่าปรับสำหรับกรณี      การละเมิดสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียน ต้องไม่เกิน 3 เท่าของผลประโยชน์ที่ผู้กระทำละเมิดได้รับจากการกระทำความผิดนั้น หรือในกรณีที่ไม่สามารถคำนวณผลประโยชน์ได้ ให้ปรับได้ไม่เกิน 100,000 หยวน นอกจากนี้ยังมีโทษอื่น ๆ เช่น จำคุกไม่เกิน 7 ปี\r\n<p style=\"text-align: right\">*****************************************</p>\r\n<p style=\"text-align: right\">สคต.คุนหมิง</p>\r\n<p style=\"text-align: right\">แหล่งที่มา: https://sbj.cnipa.gov.cn/sbj/index.html</p>\r\n<p style=\"text-align: right\"><a href=\"https://www.ipthailand.go.th/images/781/L_china_8.pdf\">https://www.ipthailand.go.th/images/781/L_china_8.pdf</a></p>\r\n<p style=\"text-align: right\">https://wssq.sbj.cnipa.gov.cn:9443/tmsve/agentInfo_getAgentDljg.xhtml</p>\r\n&nbsp;","publish_date":"2023-06-30T04:16:50.000","current_publish":"2023-06-30T04:16:50.000","timezone":null,"generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":676197,"documentId":"g43o4blgcpp6zqmsvlv3di59","title":"คาดการณ์ผลกระทบกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมล่าสุดของปธน.ทรัมป์","tag":[{"tag_name":"#กำแพงภาษี"},{"tag_name":"#อะลูมิเนียม"},{"tag_name":"#อเมริกา"},{"tag_name":"ReportedbyPeterKampanart"},{"tag_name":"ทรัมป์"},{"tag_name":"สหรัฐ"},{"tag_name":"สหรัฐอเมริกา"},{"tag_name":"อเมริกาเหนือ"},{"tag_name":"เหล็ก"}],"number_read":123,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2025-06-14T12:18:02.000","updatedAt":"2026-09-14T10:09:28.817","publishedAt":"2026-09-14T10:09:28.855","locale":"th","content_html":"<strong><u>เนื้อหาสาระข่าว และบทวิเคราะห์</u></strong>: ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศปรับขึ้นอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากเดิม 25% เพิ่มขึ้นเป็น 50% จากทุกแหล่งนำเข้า (ยกเว้นสหราชอาณาจักรเนื่องจากไปบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ไปบางส่วนแล้วก่อนหน้านี้ทำให้ยังคงไว้ที่ 25%) ทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นอีกครั้งสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม ทั้งในสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าหลักทั้งหลาย ซึ่งในรายงานข่าวประจำสัปดาห์นี้จะมาอภิปรายถึงผลกระทบในภาพกว้างจากการประกาศปรับขึ้นอัตรากำแพงภาษีนำเข้าครั้งนี้ในหลากหลายมิติ ครอบคลุมทางด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ\r\nเป็นที่ทราบกันว่าการปรับขึ้นอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมครั้งนี้ เป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของประธานาธิบดีทรัมป์ (ตั้งแต่วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งก่อน) ในการตอบโต้ทางการค้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากประเทศจีน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการอุดหนุนราคาต้นทุนสินค้า และทำให้สินค้าเหล็กอะลูมิเนียมของประเทศจีนล้นตลาดทั่วโลกรวมถึงตลาดสหรัฐฯ โดยในครั้งนี้สำนัก Bloomberg ได้ออกมาคาดการณ์ว่าผลกระทบในภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากนโยบายดังกล่าวจะทำให้ GDP ของสหรัฐฯหดตัวลง 0.15% และดัชนีราคาผู้บริโภคอาจเพิ่มขึ้น 0.1% ในขณะที่อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ต้นทุนสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมปรับตัวสูงขึ้น มาร์จิ้นของกำไรแคบลงสำหรับภาคอุตสาหกรรม และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็อาจทำให้เกิดการเลิกจ้างและการว่างงานเพิ่มขึ้นตามมา\r\n\r\nเนื่องจากสหรัฐฯพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอะลูมิเนียมจากต่างประเทศมากกว่า โดยจากข้อมูลในแผนภาพที่ 1 จะพบว่าสหรัฐฯนำเข้าสินค้าอะลูมิเนียมมากถึง 44% จากต่างประเทศ โดยปริมาณกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนนั้นนำเข้ามาจากประเทศแคนาดา ในขณะที่สหรัฐฯสามารถผลิตสินค้าเหล็กได้เองในประเทศมากกว่า ทำให้พึ่งพาการนำเข้าเพียงประมาณ 1 ใน 4 ของทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าตัวเลขการนำเข้าจะไม่มากเท่าไหร่นั้น แต่ในอุตสาหกรรมที่สำคัญหลายส่วนของสหรัฐฯ อาทิ อุตสาหกรรมอากาศยาน (Aerospace) อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมการก่อสร้าง และอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นต้องใช้สินค้าเหล็กชนิดพิเศษ เช่น สินค้าเหล็กท่อ (Steel Tubes) และเหล็กแป๊บ (Steel Pipes) ซึ่งต้องมีคุณสมบัติทนทานต่ออุณหภูมิและความดันสูง ตลอดจนสินค้าเหล็กรีด (Rolled Steel) เหล่านี้นั้นสหรัฐฯนำเข้าจากต่างประเทศประมาณ 40% ของทั้งหมด\r\n\r\n<img class=\"aligncenter wp-image-206383 size-full\" style=\"font-size: 1rem;\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/06/US-Consumptions-Total.png\" alt=\"\" width=\"1280\" height=\"622\" />\r\n<p style=\"text-align: center;\"><em>แผนภาพที่ 1</em></p>\r\nจากข้อมูลในข้างต้น การประกาศปรับขึ้นอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมครั้งนี้อาจทำให้ราคาสินค้าเหล็กปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลดีสำหรับบรรดาผู้ผลิตและผู้ประกอบการสินค้าเหล็กในสหรัฐฯเอง และอาจกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบการในปี 2018 ในสมัยแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ ในครั้งนั้นทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นมากมาย และราคาสินค้าเหล็กปรับตัวขึ้นประมาณ 2% และปริมาณการนำเข้าสินค้าเหล็กลดลงถึง 25% อย่างไรก็ตาม ในทางตรงกันข้ามนั้นในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องใช้เหล็กและอะลูมิเนียมอาจเกิดภาวะการเลิกจ้างเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกัน อันเป็นผลมาจากราคาต้นทุนสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งในปี 2018 เกิดการเลิกจ้างตำแหน่งงานในภาคอุตสาหกรรมภายหลังการประกาศปรับขึ้นอัตรากำแพงภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมถึง 75,000 ตำแหน่งมาแล้ว จนอาจตั้งคำถามได้ว่านี่คือการได้คุ้มเสียหรือไม่\r\n\r\nสำหรับภาพรวมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมเกี่ยวกับไฟฟ้า (Electrical industries) อาจได้รับผลกระทบหนักที่สุด ตลอดจนสินค้าอุตสาหกรรมอากาศยาน ที่ซึ่งเครื่องบินหนึ่งลำนั้นมีเหล็กและอะลูมิเ<span style=\"font-size: 1rem;\">นียมเป็นส่วนประกอบไปแล้วมากกว่า 80% เช่นเดียวกับน้ำอัดลม Coca-Cola หนึ่งกระป๋องซึ่งใช้เป็นบรรจุภัณฑ์หลัก และสินค้ารถยนต์ที่อัตราภาษีนำเข้าใหม่ครั้งนี้อาจเพิ่มต้นทุนการผลิตถึง 2,000 เหรียญสหรัฐฯ / คัน ก็อาจทำให้สินค้าในหลากหลายอุตสาหกรรมของสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นในตลาดโลก</span>\r\n\r\n<img class=\"aligncenter wp-image-206384 size-full\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/06/US-Consumption-Sector.png\" alt=\"\" width=\"1280\" height=\"578\" />\r\n<p style=\"text-align: center;\"><em>แผนภาพที่ 2</em></p>\r\n<img class=\"aligncenter wp-image-206385 size-full\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/2025/06/Demand-US-Consumption-Sector.png\" alt=\"\" width=\"1280\" height=\"628\" />\r\n<p style=\"text-align: center;\"><em>แผนภาพที่ 3</em></p>\r\nสำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศคู่ค้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมรายสำคัญของสหรัฐฯ จากทั้งหมดคาดการณ์ว่าประเทศที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประเทศแคนาดา เนื่องจากเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมมายังสหรัฐฯมากที่สุด ซึ่งส่งออกสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมแทบจะทั้งหมดที่ผลิตได้มายังสหรัฐฯ มากกว่าประเทศคู่ค้าลำดับรองลงมา อาทิ เยอรมัน ญี่ปุ่น เม็กซิโก เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ รวมกัน อย่างไรก็ตามประเทศอื่นนอกไปจากแคนาดาแล้ว คาดว่าจะมีผลกระทบที่น้อยกว่ามาก เนื่องจากหลายประเทศส่งออกสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมของตนมาสหรัฐฯในสัดส่วนที่น้อยกว่าที่ส่งออกไปยังตลาดอื่น หรือที่บริโภคเองในประเทศ อาทิ ประเทศบราซิล เกาหลีใต้ และจีน เป็นต้น\r\n\r\n<strong><u>ข้อเสนอแนะ</u></strong>: ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากประเทศไทย ควรศึกษาข้อมูลประเภทอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ซึ่งมีความต้องการสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมที่แตกต่างกัน เพิ่มประโยชน์ในการวางแผนการผลิตสินค้าชและการขยายตลาดสินค้าการส่งออกของตนมายังตลาดสหรัฐฯ ตามข้อมูลที่ปรากฎในรายงานข่าวข้างต้น โดยคำนึงถึงความไม่แน่นอนของการกำหนดนโยบายกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และข้อสำคัญที่สุดคือต้องไม่ลืมว่าอัตรากำแพงภาษีที่ปรากฎในเนื้อข่าว คืออัตรากำแพงภาษีสำหรับปัจจุบันเท่านั้น หมายความว่ายังมีโอกาสปรับลดลงได้อีกเช่นกัน ตราบใดที่การเจรจาข้อตกลงทางการค้ายังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้น การติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการวางแผนการส่งออกมายังสหรัฐฯ\r\n<pre><strong>ที่มา</strong>: <strong>Council on Foreign Relations\r\n</strong><strong>เรื่อง</strong>: <strong>“Trump’s New Aluminum and Steel Tariffs Explained in Six Charts”\r\n</strong><strong>โดย</strong>: <strong>Shannon K. O’Neil</strong> <strong>และ </strong><strong>Julia Huesa\r\n</strong><strong>สคต. ไมอามี /วันที่ </strong><strong>11</strong> <strong>มิถุนายน 25</strong><strong>6</strong><strong>8</strong></pre>\r\n&nbsp;","publish_date":"2025-06-14T12:18:02.000","current_publish":"2025-06-14T12:18:02.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":68710,"documentId":"pxwvbztnfug1q5zxotvhiddt","title":"รายงานสถานการณ์ Coronacrisis เบลเยี่ยม วันที่ 16 เมษายน 2563","tag":[],"number_read":1,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2020-04-15T17:00:00.000","updatedAt":"2025-04-22T22:08:24.029","publishedAt":"2025-04-22T22:08:24.071","locale":"th","content_html":"<p></p><br/><br/>","publish_date":"2020-04-15T17:00:00.000","current_publish":"2020-04-15T17:00:00.000","timezone":null,"generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":64224,"documentId":"pf0oo6xzvp8jjkd1qwqcg00b","title":"การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง","tag":[],"number_read":null,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2020-09-02T17:00:00.000","updatedAt":"2025-04-22T16:37:47.650","publishedAt":"2025-04-22T16:37:48.344","locale":"th","content_html":"<p></p><br/><br/>","publish_date":"2020-09-02T17:00:00.000","current_publish":"2020-09-02T17:00:00.000","timezone":null,"generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":64242,"documentId":"zlcd68dnatztn7oomh1cqusm","title":"ชุดลำลองสไตล์สปอร์ต แนวโน้มแฟชั่นที่จะฮ็อตช่วงโควิด","tag":[],"number_read":null,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2021-08-22T17:00:00.000","updatedAt":"2025-04-22T16:37:48.572","publishedAt":"2025-04-22T16:37:48.964","locale":"th","content_html":"<p></p><br/><br/>","publish_date":"2021-08-22T17:00:00.000","current_publish":"2021-08-22T17:00:00.000","timezone":null,"generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":656900,"documentId":"leg4yby5p7v8ybdoggr4p9hh","title":"ประเด็นสำคัญจากการสุนทรพจน์ต่อรัฐแห่งชาติฟิลิปปินส์ 2568","tag":null,"number_read":56,"number_share":null,"link_url":null,"createdAt":"2025-08-15T14:05:58.772","updatedAt":"2026-09-04T17:17:29.882","publishedAt":"2026-09-04T17:17:29.920","locale":"th","content_html":null,"publish_date":"2025-08-15T02:45:00.000","current_publish":"2025-08-15T14:05:58.947","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":{"id":179,"documentId":"vqjrvalige19k55q8wdmon3f","firstname":"รัมภาวรรณ","lastname":"","username":"kanthima","preferedLanguage":"th","createdAt":"2025-06-09T16:06:06.224","updatedAt":"2025-11-06T16:16:31.840","publishedAt":"2025-06-09T16:06:06.224"},"updatedBy":{"id":179,"documentId":"vqjrvalige19k55q8wdmon3f","firstname":"รัมภาวรรณ","lastname":"","username":"kanthima","preferedLanguage":"th","createdAt":"2025-06-09T16:06:06.224","updatedAt":"2025-11-06T16:16:31.840","publishedAt":"2025-06-09T16:06:06.224"}},{"id":677311,"documentId":"z4d7r1g2z3y06jupzjy3v76s","title":"นโยบาย/กฎระเบียบทางการค้านอร์เวย์: นอร์เวย์ประกาศขึ้นราคาค่าถุงพลาสติกซื้อของใส่กลับบ้าน","tag":[{"tag_name":"#บรรจุภัณฑ์"},{"tag_name":"ยุโรป"}],"number_read":30,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2023-08-09T10:15:13.000","updatedAt":"2026-09-14T18:25:28.935","publishedAt":"2026-09-14T18:25:28.974","locale":"th","content_html":"รัฐบาลนอร์เวย์ประกาศขึ้นราคาค่าถุงพลาสติกซื้อของใส่กลับบ้าน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมามาตรการใหม่นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกให้ได้มากกว่า 2 ใน 3 ในปีหน้า โดยประชาชนต้องเสียเงินมากกว่า 4 โครนนอร์เวย์ หากต้องการซื้อถุงพลาสติกซื้อของใส่กลับบ้าน (ประมาณ 13.67 บาท/อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2566 ที่ 1 โครนนอร์เวย์เท่ากับ 3.42 บาท)\r\nในปี 2565 ประชาชนนอร์เวย์ซื้อถุงพลาสติกจำนวนทั้งสิ้น 722 ล้านใบ หรือคิดเป็นจำนวน 132 ถุง/คน/ปีโดยเฉลี่ย ซึ่งถึงแม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะต่ำกว่าปี 2564 กว่า 100 ล้านใบ แต่ยังไม่ต่ำพอตามความคาดหวังของทางการ โดยมีเป้าหมาย คือ การซื้อถุงพลาสติกน้อยกว่า 40 ใบต่อปีภายในปี 2568 และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ทางการโดย Norwegian Retailers' Environment Fund จึงเพิ่มราคาค่าถุงพลาสติกอีก 2 โครนนอร์เวย์ต่อถุง ซึ่งหลังจากมาตรการการขึ้นราคาใหม่นี้ บริษัทค้าปลีกในนอร์เวย์ทั่วไปจำหน่ายถุงพลาสติกซื้อของใส่กลับบ้านที่ราคาประมาณ 4 – 4.25 โครนนอร์เวย์ เช่น Bunnpris จำหน่ายที่ราคา 4 โครนนอร์เวย์ และ Rema1000, Kiwi, Coop Extra และ MENY จำหน่ายที่ราคา 4.25 โครนนอร์เวย์\r\n\r\nจากมาตรการใหม่นี้ ซุปเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของนอร์เวย์มียอดขายถุงพลาสติกที่ลดลง แต่ให้ความเห็นว่า ยังลดลงไม่เพียงพอ ทั้งนี้ Norwegian Retailers' Environment Fund เปิดเผยข้อมูลว่า การใช้ถุงพลาสติกในนอร์เวย์ปล่อยสาร CO2 สู่สภาวะอากาศโลกปีละ 59,240 ตัน โดยนอร์เวย์ทิ้งถุงพลาสติกเป็นจำนวน 14,048 ตันทุกปี และพลาสติกคิดเป็นประมาณร้อยละ 6 ของบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด\r\n\r\nแหล่งที่มาของข่าว NRK\r\n\r\nบทวิเคราะห์ผลกระทบต่อไทย ข้อเสนอแนะ โอกาสและแนวทาง และความคิดเห็นของสคต. ณ กรุงโคเปนเฮเกน:\r\n• นอกจากนี้ นอร์เวย์ยังห้ามการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastics) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ก้านสำลี (Cotton swabs) ช้อนส้อม (ได้แก่ ส้อม มีด ช้อน และตะเกียบ) จาน หลอดดูด แท่งลูกโป่ง และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ภาชนะบรรจุอาหารจากโพลีสไตรีน (EPS) บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่ทำจาก EPS ฝาปิด และถ้วย อย่างไรก็ตาม ก้านสำลีและหลอดดูดอาจมีพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวหากใช้เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์\r\n• ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 (มกราคม - มิถุนายน) ถุงและกระสอบพลาสติกเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยอันดับที่ 7 ในตลาดนอร์เวย์ รองจาก (1) เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ (2) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (3) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (4) แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า (5) เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ และ (6) เครื่องตัดต่อและป้องกันวงจรไฟฟ้า โดยมีมูลค่าการส่งออกที่ 4.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ในขณะที่นอร์เวย์นำเข้ากลุ่มผ้าสปันบอนด์ (รหัสศุลกากร 5603) รวม 31.56 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 20.98 และนำเข้าถุงกระดาษ (รหัสศุลกากร 481930) รวม 7.39 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.41\r\n• ปัจจุบันนอร์เวย์มีประชากรรวม 5.50 ล้านคน ไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ใช้กฎระเบียบที่คล้ายคลึงกับสหภาพยุโรปตามระเบียบที่เป็นสมาชิกกลุ่ม EEA ดังเช่นที่เป้าหมายของสหภาพยุโรปกำหนดให้ประชาชนใช้ถุงพลาสติกจำนวนน้อยกว่า 40 ใบต่อปีภายในปี 2568 เช่นเดียวกัน\r\n• จากมาตรการดังกล่าว ร้านค้าปลีกหลายแห่งในนอร์เวย์ และกลุ่มประเทศนอร์ดิกส์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการถุงพลาสติกแก่ลูกค้า เช่น นิยมการจำหน่ายถุงกระดาษ ถุงสปันบอนด์ทดแทน โดยมีราคาจำหน่ายแตกต่างกันไป (ถุงพลาสติกซุปเปอร์มาร์เก็ต MENY ณ กรุงโคเปนเฮเกน จำหน่ายที่ 6.95 โครนเดนมาร์ก/ถุง หรือประมาณ 35.74 บาท) ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า ปริมาณการใช้ถุงพลาสติกในนอร์เวย์ และกลุ่มประเทศนอร์ดิกส์จะมีปริมาณลดลงต่อไปเรื่อยๆ ในอนาคต","publish_date":"2023-08-09T10:15:13.000","current_publish":"2023-08-09T10:15:13.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null},{"id":680680,"documentId":"houd7ipsvo6j3wrkr2gf6yzu","title":"คุนหมิงเตรียมเปิดตลาดผลไม้กระจายสู่พื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สคต.คุนหมิง","tag":null,"number_read":13,"number_share":null,"link_url":null,"createdAt":"2026-02-19T08:53:21.224","updatedAt":"2026-09-15T23:59:21.184","publishedAt":"2026-09-15T23:59:21.228","locale":"th","content_html":"<p style=\"text-align:justify;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 สคต. ณ นครคุนหมิง ได้เข้าเยี่ยมชมและหารือกับผู้บริหารตลาดผลไม้ไห่กวางซิง&nbsp;</span><span style=\"line-height:107%;\">(Kunming Haiguangxing Fruit Market) </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">ซึ่งตลาดดังกล่าวตั้งอยู่ในเขต&nbsp;</span><span style=\"line-height:107%;\">Dianzhong New Area </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">นครคุนหมิง เป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างพันธมิตรหลัก ได้แก่ ตลาดผลไม้เจียซิง ตลาดผลไม้เจียงหนงหุ้ย และบริษัท&nbsp;</span><span style=\"line-height:107%;\">Shanghai Ouheng Group</span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\"> โดยโครงการก่อสร้างตลาดผลไม้ไห่กวางซิงมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า </span><span style=\"line-height:107%;\">1,600 </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">ล้านหยวน เริ่มก่อสร้างในปี 2567 คาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบในเดือนเมษายน 2569</span></span></p><p style=\"text-align:justify;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะเป็นตลาดค้าส่งผลไม้ระดับ 1 ของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยมีวิสัยทัศน์&nbsp;</span><span style=\"line-height:107%;\">“</span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">ตลาดคุนหมิง ตลาดผลไม้โลก</span><span style=\"line-height:107%;\">” </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">ซึ่งอาศัยข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของมณฑลยูนนานและเครือข่ายการขนส่งโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางรางและทางอากาศ สร้างช่องทาง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โลจิสติกส์ผลไม้ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังมีเป้าหมายในการยกระดับการกระจายผลไม้จากมณฑลยูนนานสู่ตลาดต่างประเทศ และผลักดันให้เป็นศูนย์รวมผลไม้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าสู่จีนและกระจายสินค้าไปทั่วประเทศจีนผ่านตลาดผลไม้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไห่กวางซิงดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน&nbsp;</span></span></p><figure class=\"image\"><img alt=\"Weixin Image_20260219095225_1418_6.png\" src=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/Weixin_Image_20260219095225_1418_6_3c26675f9a.png\" srcset=\"https://files-website.ditp.go.th/uploads/thumbnail_Weixin_Image_20260219095225_1418_6_3c26675f9a.png 245w, https://files-website.ditp.go.th/uploads/small_Weixin_Image_20260219095225_1418_6_3c26675f9a.png 500w, https://files-website.ditp.go.th/uploads/medium_Weixin_Image_20260219095225_1418_6_3c26675f9a.png 750w\" sizes=\"100vw\" width=\"750\"></figure><p style=\"text-align:justify;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">ตลาดผลไม้ไห่กวางซิงจะให้บริการในรูปแบบห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจรแบบจุดเดียวหรือ </span><span style=\"line-height:107%;\">One-stop Service </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">มีพื้นที่ก่อสร้างรวมประมาณ&nbsp;</span><span style=\"line-height:107%;\">420,000 </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">ตารางเมตร แบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คือ&nbsp;</span><span style=\"line-height:107%;\">1) </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">โซนพาณิชย์&nbsp;</span><span style=\"line-height:107%;\">2) </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">คลังสินค้า มีฟังก์ชัน 6 ส่วนหลัก ได้แก่&nbsp;</span><span style=\"line-height:107%;\">1) </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">อาคารซื้อขาย&nbsp;</span><span style=\"line-height:107%;\">2) </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">อาคารสำนักงานศุลกากร </span><span style=\"line-height:107%;\">3) </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">พื้นที่คลังสินค้าและห้องเย็น&nbsp;</span><span style=\"line-height:107%;\">4) </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">โรงงานบรรจุภัณฑ์และพื้นที่แปรรูป </span><span style=\"line-height:107%;\">5) </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">ย่านการค้าและอาคารพาณิชย์ครบวงจร และ&nbsp;</span><span style=\"line-height:107%;\">6) </span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">คลังสินค้าอีคอมเมิร์ซ</span></span></p><p style=\"text-align:justify;text-indent:.5in;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">ภายในตลาดดังกล่าวจะมีการจัดตั้งอาคารสำนักงานศุลกากร เพื่อรองรับการนำเข้าและส่งออกผลไม้แบบครบวงจร โดยตลาดมีโครงการที่จะจัดตั้งพื้นที่สำหรับดำเนินพิธีการศุลกากร โดยสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศจะยังไม่ต้องผ่านการตรวจและดำเนินพิธีการศุลกากรที่ด่านโม่ฮาน แต่จะขนส่งมาที่ตลาดและดำเนินการตรวจคุณภาพและพิธีการศุลกากรที่ตลาดแทน ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่าง&nbsp; &nbsp; การขออนุญาตจากกรมศุลกากรจีน โดยขณะนี้ตลาดอยู่ระหว่างการรับสมัครผู้ประกอบการเข้ามาเปิดกิจการในตลาด โดยมีผู้ประกอบการสมัครเข้ามาแล้วร้อยละ 90 หากนับเป็นแผงขายผลไม้ทั่วตลาดจะมีทั้งสิ้น 350 – 400 แผง เป็นผลไม้นำเข้าประมาณ 175 – 200 แผง โดยในช่วงเดือนเมษายน 2569 &nbsp; &nbsp; ตลาดเตรียมจัดกิจกรรม&nbsp;</span></span><span style=\"background-color:white;color:#0A0A0A;font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"line-height:107%;\">Durian Festival</span><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\"> เพื่อนำทุเรียนมาจัดแสดงและจำหน่าย ซึ่งคาดว่าจะมี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การนำเข้าทุเรียนและเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้แก่ทุเรียนไทยได้เป็นอย่างดี&nbsp;</span></span></p><p style=\"margin-bottom:0in;text-align:justify;text-indent:.5in;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\"><strong>ความคิดเห็น สคต.</strong></span></span></p><p style=\"margin-bottom:0in;text-align:justify;text-indent:.5in;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">ปัจจุบันตลาดผลไม้ไห่กวางซิงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากผู้ประกอบการผลไม้ทั้งในและต่างประเทศ โครงการการจัดตั้งสำนักงานศุลกากรเพื่อทำพิธีศุลกากรภายในพื้นที่ตลาดจะทำให้ลดปัญหารถติดแออัดหน้าด่าน และช่วยประหยัดเวลาให้การขนส่งสินค้ามีความรวดเร็ว ลดเวลาการตรวจสอบและเคลียร์สินค้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลไม้สดที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัด และต้องอาศัยการขนส่งที่รวดเร็วและการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม หากโครงการดังกล่าวได้รับการอนุมัติคาดว่าจะสามารถรองรับปริมาณสินค้าผลไม้ไทยที่เข้ามาสู่จีนได้ปริมาณมากขึ้น และจะช่วยยกระดับจากการค้าส่งแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบกระจายสินค้าสมัยใหม่ที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ส่งผลให้ผลไม้ไทยเข้าถึงผู้บริโภค&nbsp; &nbsp; ชาวจีนได้หลากหลายกลุ่มและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น</span></span></p><p style=\"margin-bottom:0in;text-align:justify;text-indent:.5in;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานคุณภาพของผลไม้ การขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุให้พร้อมสำหรับนำเข้ามามายังตลาดแห่งนี้ และกระจายสินค้าไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ ของจีนต่อไป</span></span></p><p style=\"text-align:center;\"><span style=\"color:black;font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">*************************************</span></span></p><p style=\"margin-bottom:0in;text-align:right;text-indent:.5in;\"><span style=\"color:black;font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"line-height:107%;\" lang=\"TH\">สคต. ณ นครคุนหมิง</span></span></p>","publish_date":"2026-02-13T14:40:00.000","current_publish":"2026-02-19T08:53:21.282","timezone":null,"generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":{"id":186,"documentId":"rkqa0vmtn6tv8j57amb1siow","firstname":"HUA","lastname":"QI","username":"Hua","preferedLanguage":null,"createdAt":"2025-06-09T16:11:10.141","updatedAt":"2025-11-06T16:06:19.213","publishedAt":"2025-06-09T16:11:10.142"},"updatedBy":{"id":186,"documentId":"rkqa0vmtn6tv8j57amb1siow","firstname":"HUA","lastname":"QI","username":"Hua","preferedLanguage":null,"createdAt":"2025-06-09T16:11:10.141","updatedAt":"2025-11-06T16:06:19.213","publishedAt":"2025-06-09T16:11:10.142"}},{"id":650442,"documentId":"mtof8zvdhnjtyqsl9qhh97f6","title":"ผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมา ร่วมประชุมการเงินนานาชาติ FATF (Financial Action Task Force) และ ICRG (International Cooperation Review Group)   ","tag":null,"number_read":42,"number_share":null,"link_url":null,"createdAt":"2026-03-09T09:42:52.437","updatedAt":"2026-09-02T03:11:04.361","publishedAt":"2026-09-02T03:11:04.401","locale":"th","content_html":"<p style=\"line-height:17.0pt;margin:6.0pt -.25in 0in 0in;text-align:justify;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"letter-spacing:-.5pt;\" lang=\"TH\"><strong>ผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมา ร่วมประชุมการเงินนานาชาติ ได้แก่ การประชุม&nbsp;</strong></span><span style=\"letter-spacing:-.5pt;\"><strong>FATF (Financial Action Task Force)</strong></span><span style=\"letter-spacing:-.3pt;\"><strong> </strong></span><span style=\"letter-spacing:-.3pt;\" lang=\"TH\"><strong>และ&nbsp;</strong></span><span style=\"letter-spacing:-.3pt;\"><strong>ICRG (International Cooperation Review Group)</strong></span><span style=\"letter-spacing:-.3pt;\" lang=\"TH\"> ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก วันที่ 9-13 ก.พ. 69 ในการประชุมดังกล่าว ผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมากล่าวว่า <strong>“เมียนมาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและครบถ้วนในการต่อต้านการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่กระจายอาวุธทำลายล้างสูง”</strong> โดยได้ดำเนินการและบรรลุเป้าหมายแล้ว 10 ข้อ ขณะที่กำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอีก 5 ข้อ ที่คาดว่าจะบรรลุได้ภายใน&nbsp;</span><span style=\"letter-spacing:-.3pt;\">2569</span><span style=\"letter-spacing:-.3pt;\" lang=\"TH\">&nbsp;</span><span style=\"letter-spacing:-.5pt;\" lang=\"TH\">โดย<strong>เมียนมามุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ รวมถึง&nbsp;</strong></span><span style=\"letter-spacing:-.5pt;\"><strong>FATF </strong></span><span style=\"letter-spacing:-.5pt;\" lang=\"TH\"><strong>และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</strong> ซึ่งประเทศต่างๆ</span><span style=\"letter-spacing:-.3pt;\" lang=\"TH\"> ที่เข้าร่วมประชุมได้รับทราบถึงความคืบหน้าและความพยายามอย่างต่อเนื่องของเมียนมา และจะสนับสนุนเรื่องต่างๆ เพื่อ่ให้เมียนมาดำเนินการตามแผนที่เหลืออยู่ให้บรรลุผลสำเร็จต่อไป</span></span></p><p style=\"line-height:17.0pt;margin:8.0pt -.25in 0in 0in;text-align:justify;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"letter-spacing:-.4pt;\" lang=\"TH\"><strong><u>ผลกระทบ/โอกาส</u></strong> การเข้าร่วมประชุมการเงินนานาชาติของเมียนมาดังกล่าว เป็น <strong>“ทิศทางที่ดี”</strong> สะท้อนนโยบายการเงินของเมียนมาที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งการดำเนินการทางการเงินเพื่อป้องกันและแก้ปัญหา</span><span style=\"letter-spacing:-.5pt;\" lang=\"TH\">การฟอกเงินและการสนับสนุนการเงินแก่การก่อการร้าย <u>ส่งผลดีต่อการจัดอันดับด้านการเงินและความน่าเชื่อถือของเมียนมา</u></span></span></p><p style=\"line-height:17.0pt;margin:6.0pt -.25in 6.0pt 0in;text-align:justify;text-justify:inter-cluster;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"letter-spacing:-.7pt;\" lang=\"TH\"><strong><u>ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ</u></strong> <strong>ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปรับใช้ประโยชน์&nbsp;</strong>ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การขนส่ง และการเงิน รวมทั้ง<u>พิจารณาใช้บริการทางการเงินและการชำระเงินผ่านระบบธนาคาร</u> ซึ่งธนาคารเมียนมาและธนาคารไทยให้บริการทางการเงินและตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการฟอกเงินหรือธุรกรรมผิดกฎหมาย เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจไทยและธุรกิจเมียนมาที่เกี่ยวข้องต่อไป</span></span></p><p style=\"line-height:18.0pt;margin:3.0pt 0in 0in;text-align:center;\"><span style=\"color:black;font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:16.0pt;\"><span style=\"letter-spacing:-.2pt;\">********************************************</span></span></p><p style=\"line-height:14.0pt;margin:0in -.25in 0in 184.3pt;text-align:right;text-indent:31.7pt;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><span style=\"letter-spacing:-.2pt;\" lang=\"TH\">สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง (สคต.ย่างกุ้ง)</span></span></p><p style=\"line-height:14.0pt;margin:0in -.25in 0in 184.3pt;text-align:right;text-indent:-17.8pt;\"><span style=\"font-family:&quot;TH SarabunPSK&quot;,sans-serif;font-size:14.0pt;\"><span style=\"letter-spacing:-.2pt;\" lang=\"TH\">นสพ.</span><span style=\"letter-spacing:-.2pt;\">Global New Light of Myanmar</span></span></p>","publish_date":"2026-03-09T09:42:52.599","current_publish":"2026-03-09T09:42:52.497","timezone":null,"generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":{"id":172,"documentId":"lt2g9jykaga7pm1uoz6noe47","firstname":"นางสาวยิน","lastname":"เม เต็ง ","username":"Yin","preferedLanguage":null,"createdAt":"2025-06-09T15:59:24.106","updatedAt":"2026-08-06T10:29:09.159","publishedAt":"2025-06-09T15:59:24.107"},"updatedBy":{"id":172,"documentId":"lt2g9jykaga7pm1uoz6noe47","firstname":"นางสาวยิน","lastname":"เม เต็ง ","username":"Yin","preferedLanguage":null,"createdAt":"2025-06-09T15:59:24.106","updatedAt":"2026-08-06T10:29:09.159","publishedAt":"2025-06-09T15:59:24.107"}},{"id":656901,"documentId":"qkgif58yzn1fengp39u8vve7","title":"เยอรมนีเตรียมเงิน 2.12 แสนล้านยูโร เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานที่ยั่งยืน","tag":[{"tag_name":"#Energiewende"},{"tag_name":"#พลังงานที่ยั่งยืน"},{"tag_name":"#สภาพภูมิอากาศ"},{"tag_name":"#เบอร์ลิน"},{"tag_name":"#เยอรมนี"},{"tag_name":"ยุโรป"}],"number_read":47,"number_share":null,"link_url":"","createdAt":"2023-08-25T02:09:53.000","updatedAt":"2026-09-04T17:17:56.197","publishedAt":"2026-09-04T17:17:56.230","locale":"th","content_html":"นโยบายการเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงาน (Energiewende) ของเยอรมนีที่พยายามที่จะเปลี่ยนระบบการใช้พลังงานจากฟอสซิลหรือนิวเคลียร์ที่เป็นอยู่ ไปใช้ระบบพลังงานที่ยั่งยืนและ นับตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2027 รัฐบาลเยอรมันได้เตรียมงบประมานไว้กว่า 2.12 แสนล้านยูโร เพื่อใช้กับนโยบายดังกล่าว โดยเน้นผลักดันให้ภาคเศรษฐกิจปรับโครงสร้างและส่งเสริมให้มีการลงทุนใหม่ ๆ ซึ่งเงินก้อนนี้เป็นของกองทุนรวมเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  (KTF - Klima- und Transformationsfonds) ที่เพิ่งจะได้ข้อยุติไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้านนาย Christian Lindner รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สังกัดพรรคเพื่ออิสรภาพและประชาธิปไตย (FDP - Freie Demokratische Partei) เปิดเผยว่า <em>“ขณะนี้เยอรมนีกำลังวางรากฐานลดการสร้างคาร์บอน (</em><em>D</em><em>ecarbonization) และปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิตอล (</em><em>D</em><em>igitalization) โดยตั้งเป้าที่จะสามารถเจริญเติบโตได้ด้วยตัวเอง แบบที่จะไม่ทิ้งผู้คนและบริษัทใดไว้เพียงลำพัง และร่วมกันเปลี่ยนแปลงระบบการใช้พลังงานทั้งระบบไปด้วยกัน”</em> นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการปรับ<strong><em>เพิ่มราคาค่าการปล่อย </em></strong><strong><em>CO2 จากเดิม 30 ยูโร/ตัน เป็น 40 ยูโร/ตัน ในปี 2024</em></strong> <strong><em>และปรับเพิ่มเป็น 60 ยูโร/ตัน ในปี 2026</em></strong> ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้ ราคาน้ำมันและการใช้แก๊สหรือน้ำมันเพื่อทำความร้อนจะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนาย Lindner ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า <em>“การปรับอัตราค่าการปล่อย </em><em>CO2 </em><em>นี้เหมาะสมแล้ว โดยสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน”</em> ในขณะเดียวกันรัฐบาลเยอรมันได้เตรียมเงินเพื่อปรับปรุงบริษัทการรถไฟเยอรมัน (Deutsche Bahn) ไว้ด้วย ซึ่งใช้เงินสูงถึง 4.5 หมื่นล้านยูโร และถือว่า KTF ได้ให้เงินอุดหนุนสูงที่สุดในประวัติการณ์\r\nKTF เป็นกองทุนพิเศษของรัฐบาลเยอรมัน โดยมีจุดเด่นสำคัญ คือ ไม่มีข้อผูกพันกับการรักษางบประมาณให้มีความสมดุล (Balanced Budget Amendment) ที่ถูกระบุไว้ในกฎหมายของเยอรมันในชื่อ\r\n\r\n“Schuldenbremse (เหยียบเบรกการสร้างหนี้)” และกองทุน KTF นี้ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2010 โดยขณะนั้น กลุ่มสหภาพซึ่งประกอบด้วยพรรค CDU - Christlich Demokratische Union Deutschlands (พรรคสหภาพคริสต์เตียนเพื่อประชาธิปไตยประเทศเยอรมนี) และพรรค CSU - Christlich-Soziale Union in Bayern (พรรคสหภาพสังคมนิยมคริสต์เตียนแห่งนครรัฐบาวาเลีย) ได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรค FDP และพยายามที่จะระดมเงินทุนเพื่อสนับสนุนนโยบาย Energiewende ซึ่งกองทุน KTF นี้ได้พัฒนาและปรับปรุงมาตามลำดับจนล่าสุด ภายหลังการเลือกตั้งได้เสร็จสิ้นลง นาย Lindner ก็ได้นำเงินช่วยเหลือจากวิกฤตการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงเหลืออีกกว่า 6 หมื่นล้านยูโร เข้าไปสมทบไว้ในกองทุนนี้ และรายได้อีกส่วนหนึ่งของกองทุนนี้ก็มาจากเงินจากการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Emissionshandel) ระดับประเทศกับการกำหนดค่าการปล่อย CO2 ของสหภาพยุโรป ปัญหาสำคัญของกองทุนนี้ ก็คือ ค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลชุดนี้ตั้งไว้สูงกว่ารายรับของกองทุน ซึ่งจะทำให้ KTF ขาดเงินทุนหมุนเวียนในปี 2026 และ 2027 อย่างไรก็ตาม เงินส่วนหนึ่งที่วางแผนจะนำมาใช้ก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2023 มีเงินในกองทุนเหลือถึง 7 พันล้านยูโร ที่ทำให้รัฐบาลสามารถนำมาสมทบเพื่อใช้ในปี 2024 ได้ ซึ่ง<strong><em>ในปี </em></strong><strong><em>2024 มีการวางแผนที่จะใช้เงินจากกองทุน KTF ทั้งสิ้น 5.8 หมื่นล้านยูโร</em></strong> หรือมากกว่าที่เคยใช้ในปี 2023 ถึง 2.2 หมื่นล้านยูโร สำหรับ แผนที่รัฐบาลเยอรมันจะใช้เงินกองทุน KTF นี้ ประกอบด้วย\r\n\r\n&nbsp;\r\n<ol>\r\n \t<li><strong><em>ช่วยเหลือการเปลี่ยน</em></strong><strong><em>เครื่องทำความร้อน (หรือ</em></strong> <strong><em>Heater</em></strong><strong><em>) </em></strong><strong><em>7 หมื่นล้านยูโร</em></strong></li>\r\n</ol>\r\nใช้สำหรับการปรับโครงสร้างการใช้พลังงานไฟฟ้าในครัวเรือน โดยในปี 2024 ตั้งเป้าใช้เงินสูงถึง 1.88 หมื่นล้านยูโร กับ “กองทุนเพื่ออาคารประหยัดพลังงาน” ทั้งนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนเครื่องทำความร้อนในบ้านจากเดิมที่ใช้ระบบน้ำมันหรือแก๊ส มาเป็นเครื่องทำความร้อนที่ใช้พลังงานทางเลือก อาทิ ระบบปั๊มความร้อนไฟฟ้า (Heat Pump) แทน ซึ่งแนวคิดนี้จะมีการให้เงินช่วยเหลือขั้นพื้นฐานสำหรับพลเมืองทุกคนในพื้นที่อยู่อาศัย และให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติม 3 รายการ เงินอุดหนุนพื้นฐานจะเริ่มต้นที่ 30% แต่จะสามารถขอเงินอุดหนุนเพิ่มเติมได้ในบางกรณี โดยรัฐบาลอาจให้การช่วยเหลือมากถึง 70% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งโดยรวมมีการวางงบประมาณที่ใช้สำหรับปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างจนถึงปี 2027 ที่ 6.1 หมื่นล้านยูโร\r\n\r\n&nbsp;\r\n<ol start=\"2\">\r\n \t<li><strong><em>ช่วยเหลือบริษัทการรถไฟเยอรมัน (</em></strong><strong><em>Deutsche Bahn)25 หมื่นล้านยูโร</em></strong></li>\r\n</ol>\r\nรัฐบาลจะให้เงินสนับสนุน Deutsche Bahn เพื่อซ่อมแซมเครือข่ายรางรถไฟในประเทศ โดยเงินที่จะให้การสนับสนุนนี้ถือว่าน้อยกว่าที่ Deutsche Bahn ได้เคยร้องขอ ซึ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Deutsche Bahn ได้เคยขอเงินสนับสนุนช่วงปี 2024 – 2027 วงเงิน 4.5 หมื่นล้านยูโร แต่ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 2.4 หมื่นล้านยูโรเท่านั้น ซึ่งเป็นเงินที่ได้มาจาก KTF 1.25 หมื่นล้านยูโร และอีก 1.15 หมื่นล้านยูโร ที่มาจากงบประมาณของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินที่ได้มาจากค่าการปล่อยแก๊ส CO2 ของพวกรถบรรทุกที่ผ่านค่าทางด่วน อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก เพราะเงินที่ได้จากค่าธรรมเนียมนี้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ (1.9 หมื่นล้านยูโร) และจากข้อมูลวงในทราบว่า Deutsche Bahn ได้ออกมาเรียกร้องขอเงินจากรัฐบาลเยอรมันเพิ่มอีก 4.5 หมื่นล้านยูโร เพื่อใช้โครงสร้างเส้นทางเดินรถสายใหม่ หรือโครงการปรับตัวสู่ยุคดิจิตอล (Digitalization) ของบริษัท ซึ่งเงินดังกล่าวจะใช้สำหรับการซ่อมแซมเครือข่ายรางรถไฟที่เก่าแก่ ต้องใช้เงินสูงถึง 2 หมื่นล้านยูโร\r\n\r\n&nbsp;\r\n<ol start=\"3\">\r\n \t<li><strong><em>เชื่อเหลือกลุ่มไมโครอิเล็กทรอนิกส์</em></strong><strong><em>22 หมื่นล้านยูโร</em></strong></li>\r\n</ol>\r\nนับเป็นครั้งแรกที่ KTF ให้เงินสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผ่านมาเงินสนับสนุนการตั้งโรงงานชิปส่วนใหญ่จะมาจากเงินงบประมาณประเทศ แต่ตอนนี้จะเปลี่ยนมาอยู่กับ KTF แล้ว โดยมีการเตรียมเงินสนับสนุนสำหรับโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไมโครอิเล็กทรอนิกส์จนถึงปี 2027 ไว้สูงถึง 1.22 หมื่นล้านยูโร ซึ่งเฉพาะปี 2024 วางแผนใช้เงิน 4 พันล้านยูโร ซึ่งกระทรวงเศรษฐกิจกล่าวว่า เงินก้อนนี้จะทำให้เรามั่นใจได้ว่าจะเกิดการลงทุนกับเทคโนโลยีหลัก (Key Technology) มากขึ้น และวางแผนใช้เงินดังกล่าวไปกับโครงการพัฒนาชิปกว่า 31 โครงการ ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุนผ่านกระบวนการ Important Project of Common European Interest (IPCEI) นอกจากนี้ KTF ยังมีสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่กับบริษัท TSMC จำนวน 5 พันล้านยูโร, บริษัท Wolfspeed จำนวน 0.5 พันล้านยูโร, ขยายโรงงานของ Infineon จำนวน 1 พันล้านยูโร และเพิ่มเงินอุดหนุนให้แก่ Intel จำนวน 3.1 พันล้านยูโร พอนับรวมโครงการดังกล่าว ก็จะพบว่าเงินที่ต้องใช้เกินจำนวนเงินที่ทุน KTF เตรียมไว้ ถึง 1.4 พันล้านยูโร อย่างไรก็ดี อาจมีการเปลี่ยนจำนวนเงินลงทุน ซึ่งตอนนี้คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (EU) กำลังเดินหน้าตรวจสอบโครงการ\r\n\r\n&nbsp;\r\n<ol start=\"4\">\r\n \t<li><strong><em>ช่วยเหลือด้านวัตถุดิบ</em></strong><strong><em>4 พันล้านยูโร</em></strong></li>\r\n</ol>\r\nนาย Habeck รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ ถือเป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมากดดัน KTF ให้เตรียมเงินสำหรับการช่วยเหลือในด้านวัตถุดิบ ภายใต้โครงการ “วัตถุดิบเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลง” โดยในปี 2024 KTF เตรียมเงินไว้สำหรับโครงการฯ จำนวน 24 ล้านยูโร โดยในปี 2029 จะใช้เงินจากกองทุน KTF มากถึง 355 ล้านยูโร กับเรื่องนี้ ซึ่งนาย Habeck ต้องการที่จะใช้เงินก้อนนี้ไปกับการสนับสนุนการพัฒนาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ๆ เพื่อลดภาวะพึ่งพิงจีน และผลักดันการวิจัยในด้านการรีไซเคิลและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วย อย่างไรก็ตาม การจะใช้เงินจาก KTF เพียงแหล่งเดียวคงไม่เพียงพอ รัฐบาลจำเป็นต้องให้สถาบันสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูประเทศ (KfW - Kreditanstalt für Wiederaufbau) เป็นแกนนำหลักในการผลักดันให้ได้มายังวัตถุดิบจากแหล่งที่มาต่าง ๆ และจากข้อมูลของหนังสือพิมพ์ Handelsblatt พบว่า ด้วยข้อจำกัดด้านกฎหมาย จึงทำให้เงินลงทุนในตราสารทุน (Equity Instruments) จะต้องมาจากเงินงบประมาณโดยตรงเท่านั้น กระทรวงเศรษฐกิจฯ กำลังวางแผนที่จะปรับเปลี่ยนแผนการใช้งบประมาณของกระทรวงฯ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะดำเนินการจัดสรรงบประมาณของรัฐสภาในฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้ โดยรวมแล้วทั้งเงินจาก 2 ส่วนจะทำให้เงินกองทุนดังกล่าวมีเงินในการจัดสรรรวมกัน 1 พันล้านยูโรโดยประมาณ\r\n\r\n&nbsp;\r\n<ol start=\"5\">\r\n \t<li><strong>ช่วยเหลือพลังงานไฮโดรเจน แผงโซล่า และค่าการจัดสรรพลังงานตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องพลังงานทางเลือก (</strong><strong>EEG-Umlage)</strong></li>\r\n</ol>\r\nเงินก้อนใหญ่ของ KTF ส่วนหนึ่งจะนำไปพัฒนาเครือข่ายเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจน อาทิ  การสนับสนุนให้บริษัทผลิตเหล็กกล้าหันไปใช้แหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตจากไฮโดรเจนแทน รวมไปถึงการผลักดันแผนไฮโดรเจนระดับชาติ (NWS - Nationale Wasserstoffstrategie) หรือการเตรียมเครือข่ายเพื่อตอบสนองความต้องการด้านไฮโดรเจน เป็นต้น โดยปี 2024 KTF ได้เตรียมเงินไว้แล้ว 3.8 พันล้านยูโร และในปี 2027 ได้เตรียมเงินไว้มากถึง 1.86 หมื่นล้านยูโร โดยการผลักดันด้านพลังงานทางเลือกนี้จะเลิกเก็บผ่าน EEG ก็ทำให้ KTF มีค่าใช้จ่ายปี 2024 สูงถึง 1.26 หมื่นล้านยูโร แต่เรื่องใหม่ในเรื่องดังกล่าวก็คือ เงินสนับสนุนให้เอกชนที่มีการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนแปลง อย่างเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ (1) พลังงานลม (2) เซลล์แสงอาทิตย์ (3) อิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) (4) เครือข่ายไฟฟ้า และ (5) ระบบปั๊มความร้อนไฟฟ้า (Heat Pump) เข้ามาลงทุนสร้างโรงงานในประเทศเยอรมนี เพื่อการนี้เตรียมเงินไว้ 1 พันล้านยูโรสำหรับปี 2024 โดยนาย Habeck รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจฯ ได้ออกมาประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า จะมีการประกาศสัมปทานด้านเซลล์แสงอาทิตย์ในไม่ช้า และภาคเอกชนสามารถติดต่อแสดงความสนใจเข้ามาได้เลย\r\n\r\n&nbsp;\r\n<ol start=\"6\">\r\n \t<li><strong>ช่วยเหลือด้านความเสี่ยงจากศาลรัฐธรรมนูญ</strong></li>\r\n</ol>\r\nโครงการการใช้เงินต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้อาจจะมีปัญหาได้ โดย Union (ฝ่ายค้านในปัจจุบัน) ออกมาประกาศว่า จะร้องเรียงศาลรัฐธรรมนูญว่า นาย Lindner ใช้เงิน 6 หมื่นล้านยูโร ที่เหลือจากเงินกู้ในช่วงโควิด-19 ผิดวัตถุประสงค์ ทำให้กองทุน KTF ต้องนำเงินก้อนนี้ไปเก็บสำรองไว้ก่อน Union ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า แผนจำนวนหนึ่งของรัฐบาลในการใช้เงินของกองทุน KTF ไม่ถูกต้องและผิดกับกฎหมาย Schuldenbremse (เหยียบเบรกการสร้างหนี้) อีกด้วย อย่างไรก็ตามคณะรัฐบาลก็เชื่อว่า ได้ทำถูกต้องกฎหมายและไม่เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมายกเลิกแผนการใด ๆ อาจจะเป็นไปได้ที่ผู้พิพากษาอาจจะออกมาบังคับให้การใช้เงินจากกองทุน KTF “ผูกพันกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบและการอนุรักษ์สภาวะอากาศ” มากขึ้น\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nจาก Handelsblatt 25 สิงหาคม 2566\r\n\r\n&nbsp;\r\n\r\nสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน (Thanit Hirungitrungsri)","publish_date":"2023-08-25T02:09:53.000","current_publish":"2023-08-25T02:09:53.000","timezone":"","generate_template":null,"issue_month":null,"issue_year":null,"createdBy":null,"updatedBy":null}],"meta":{"pagination":{"page":1,"pageSize":25,"pageCount":802,"total":20030}}}